20/08/2026
งานวิจัยชี้ Leg Extension เพิ่มกล้ามเนื้อ Quad ได้เจ๋งกว่า Squat !! #1
1.Introduction and Background:
ท่าฝึก Squat และ Leg Extension ต่างก็เป็นท่าฝึกที่เรามักใช้เพื่อฝึกกล้ามเนื้อขาด้านหน้า หรือ Quadriceps โดยท่า Squat เป็นท่าฝึกแบบ Compound ส่วนท่าฝึก Leg Extension เป็นท่าฝึกแบบ Isolation Exercise ต่างก็เป็นท่าฝึกที่ดีทั้ง 2 ท่า การจะบอกว่าท่าไหนดีกว่า คงต้องมองจากหลายมิติและคงจะตอบชัดๆฟันธงยาก
ประกอบกับปัจจุบันนี้ เรามีหลักฐานใหม่ๆ ที่พบว่าการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อจากการฝึกยกเวทนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งความยาวของมัดกล้ามเนื้อ แต่จะมีการเพิ่มขนาดแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของมัดกล้ามเนื้อ ซึ่งเรียกว่า "การเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน" หรือ Regional Hypertrophy
ที่ผ่านมายังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า การเลือกท่าฝึกเวทที่แตกต่างกันแต่กระตุ้นกล้ามเนื้อกลุ่มเดียวกัน จะส่งผลต่อการเพิ่มขนาดเฉพาะส่วนแบบนี้ได้หรือไม่อย่างไร? คณะผู้วิจัยงานนี้จึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสองท่าฝึกหลักสำหรับกล้ามเนื้อขาอย่างที่เกริ่นตอนต้นคือ ท่า Squat และท่า Leg Extension ว่า จะให้ผลต่อการเพิ่มกล้ามเนื้อต่างกันหรือไม่ และทำให้เกิด Regional Hypertrophy ได้หรือไม่ด้วย ลองตามมาครับ !
2. วิธีการวิจัยและกลุ่มตัวอย่าง Methods & Subjects:
งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างหรืออาสาสมัคร เพศชายสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 25.4 ปี จำนวน 27 คนที่มีประสบการณ์ฝึกยกเวทมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี แล้ว Random แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เข้าโปรแกรมฝึกเวทเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ โดยโปรแกรมฝึกมี Training Volume เท่ากัน และใช้ Intensity เท่ากัน ดังนี้:
2.1. กลุ่ม SMTH: ฝึกท่า Squat ด้วย Smith Machine
กลุ่มนี้ฝึกท่า Deep Squat ที่ลงต่ำจนแนวข้อเข่า-สะโพก ขนานกับพื้นหรือต่ำกว่า โดยฝึกทั้งหมด 4 sets x 12 reps จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และในแต่ะเซ็ตฝึกจนถึงจุดล้าสุด หรือ to muscular failure
2.2. กลุ่ม LEG: ฝึกท่า Leg Extension
กลุ่มนี้ฝึกท่า Leg Extension โดยฝึกปริมาณ 4 sets x 12 reps จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และในแต่ะเซ็ตฝึกจนถึงจุดล้าสุด หรือ to muscular failure
3. การวัดผล: วัดขนาดความหนาของกล้ามเนื้อ
วัดความหนาของกล้ามเนื้อด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (B-mode Ultrasound) ทั้งก่อนและหลังการทดลอง โดยการวัดหลังการทดลองนั้น จะวัดหลังฝึกเสร็จแล้ว 72–96 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการบวมของกล้ามเนื้อชั่วคราว โดยวัดที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า 2 มัดหลัก ได้แก่:
3.1. กล้าม Re**us Femoris (RF): วัด 3 ส่วน คือ ส่วนต้นมัด (Proximal) ที่จุด 25% จากข้อสะโพก, ส่วนกลางมัด (Central) ที่จุด 50% และส่วนปลายมัด (Distal) ที่จุด 75% จากข้อสะโพก
3.2. กล้าม Vastus Lateralis (VL): วัด 3 ส่วนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีการทดสอบความสูงในการกระโดด (Jump Height) และองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition อีกด้วย
4. ผลการวิจัย (Results)พบว่า:
4.1. กล้ามเนื้อ Re**us Femoris: RF พบว่าในกลุ่ม LEG กล้ามเนื้อ RF มีการเพิ่มขนาดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p
19/08/2026
งานวิจัย 2025 ชี้ ยกเวทเพิ่มกล้ามเนื้อได้ 1.5 kg สำหรับคนทั่วไปที่เป็น Average Responders ในระยะเวลาฝึก 12 สัปดาห์
คนเราที่ฝึกเวทเทรนนิ่งเพื่อการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อกันนั้น จะสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อแบบธรรมชาติได้มากน้อยแค่ไหน? มักจะเป็นคำถามที่มีการถามกันบ่อยครั้งเสมอๆ และคนเป็น Personal Trainer ที่ต้องใช้ข้อมูลนี้เป็นกรอบวางเป้าหมายแบบ SMART Goal ให้กับลูกเทรนที่มีเป้าหมายในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ก็คงต้องเจอบ่อยๆแน่นอน งานวิจัยนี้จะให้คำตอบเพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นครับ
งานวิจัยทบทวนหลักฐานทางวิชาการทั้งหมด ของ Derrick W. Van Every, Matthew J. Lees,Brandan Wilson,Jeff Nippard , Stuart M. Phillips
J Sport Health Sci. 2025 Nov 21 พบว่า
ปกติงานวิจัยทดลองเกี่ยวกับการฝึกเวทเทรนนิ่ง มักใช้เวลาวิจัยช่วงไม่ยาวนักคือราวๆ 4-24 สัปดาห์ น้อยมากที่จะมีงานวิจัยที่ใช้เวลาวิจัยมากกว่า 6 เดือน อย่างไรก็ตาม หากสรุปข้อมูลจากการทดลองในระยะเวลาการฝึก Resistance Training เฉลี่ย ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ จากที่ได้ทบทวนรีวิวงานวิจัยมาทั้งหมด 141 งานวิจัย พบว่า:
1.ในกลุ่มคนที่มีการตอบสนองต่ำ หรือ lowest response ซึ่งมีราวๆ 10% ของคนทั้งหมด พบว่ากลุ่มนี้ เพิ่มกล้ามเนื้อได้ = 0.44 kg
2.ในขณะที่กลุ่มคนที่มีการตอบสนองสูงสุด หรือ highest response พบว่าเพิ่มกล้ามเนื้อได้ = 3 kg และ
3.ในกลุ่มคนที่มีการตอบสนองเฉลี่ยกลางๆ หรือ average response จะเพิ่มกล้ามเนื้อได้อยู่ที่ประมาณ =1.5 kg
หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้สนใจ ไม่มากก็น้อย
สำเริง ไชยศร
18 Aug 2026
อ้างอิง:
Journal of Sport and Health Science
Load-induced human skeletal muscle hypertrophy: Mechanisms, myths, and misconceptions
Derrick W. Van Every , Matthew J. Lees , Brandan Wilson ,
Jeff Nippard , Stuart M. Phillips
Received 29 July 2025, Revised 23 September 2025, Accepted 8 October 2025, Available online 21 November 2025, Version of Record 16 February 2026.
17/08/2026
งานวิจัย 2026 ชี้ ยกเวทจัดหนักๆ มีผลต่อ Tendon ดีกว่ายกเบา ในคนสูงวัย
การฝึกยกเวทนอกจากพุ่งเป้าไปที่การสร้างความแข็งแรงและเพิ่มกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลโดยตรงต่อเส้นเอ็นด้วย ยิ่งเส้นเอ็นมีขนาดที่เหมาะสม มี Mechanical functions ที่ดี ก็จะช่วยรับแรงในการเคลื่อนไหวได้ดี โดยที่ Load ที่ใช้ยกเวทที่แตกต่างกัน ก็ให้ผลลัพธ์ต่อคุณภาพของเส้นเอ็นแตกต่างกัน โดยการศึกษาใหม่ปี 2026 ในกลุ่มคนสูงวัยทั่วไป เกี่ยวกับเรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง ว่าการฝึกยกเวทจัดหนักๆ หรือ ยกแบบเบาๆ แบบไหนให้ผลดีต่อทั้งโครงสร้างเส้นเอ็น และ คุณภาพการทำงานเชิงกลไก ได้ดีกว่ากัน ลองตามมาดูกันครับ
Research Objectives: วัตถุประสงค์งานวิจัย
งานวิจัยดังกล่าวนี้ก็คือ งานชิ้นล่าสุดของ Leonardo Cesanelli et al.2026. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการตรวจสอบถึง ผลของการฝึกยกเวทจัดหนักๆแบบดั้งเดิม หรือ concentric–eccentric high-intensity resistance training :HIRT และ การฝึกยกเวทแบบจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ใช้น้ำหนักเบาๆ หรือ low-load blood flow restriction training :BFRT ว่ามีผลต่อคุณภาพและการทำงานของ Tendon ในคนสูงวัย อย่างไรบ้าง ?
Purpose This study investigated the effects of combined concentric–eccentric high-intensity resistance training (HIRT) and low-load blood flow restriction training (BFRT) on tendon properties and function in older men.
โดยจะมีการวัดผลลัพธ์เปรียบเทียบ คือการค่าความตึงตัวหรือแข็งเกร็งของ patellar tendon stiffness เป็นอันดับแรก, ต่อมาคือการวัดค่ารูปร่าง (Morphology) และสมบัติเชิงกล (Mechanics) ของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งก็คือการวัดขนาด หรือ cross-sectional area และวัดค่าความยืดหยุ่นในการรับแรงดึง tendon morpho-mechanical characteristics รวมทั้งมีการวัดค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Quadriceps ด้วยการวัดค่า 1RM ด้วย
Tendon stiffness ความแข็งเกร็งของเส้นเอ็น คือ ค่าความสามารถของเส้นเอ็นในการต้านทานการยืดหรือเปลี่ยนรูป เมื่อมีแรงมากระชับหรือดึง ยิ่งมีค่าสูง เอ็นยิ่งยืดตัวน้อยเมื่อออกแรงดึงเท่ากัน ส่งผลให้การส่งผ่านแรงจากกล้ามเนื้อไปยังกระดูกมีความเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยเพิ่มความประหยัดพลังงานในการเคลื่อนไหว เช่น การวิ่งหรือการกระโดด
วิธีวิจัยและกลุ่มตัวอย่าง Methods & Participants:
งานนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ชายอายุ 60-75 ปี เข้ารับการฝึกยกเวท จำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทุกครั้งของการฝึกจะเริ่มต้นด้วยการปั่นจักรยานเพื่อ warm up ร่างกาย 10 นาที ใช้แรงต้านที่เทียบเท่ากับมวลร่างกาย, ความเร็ว 60-80 รอบต่อนาที จากนั้นฝึกยกเวทกล้ามเนื้อขา 3 ท่าคือ leg Press, leg Extension และ leg Curl เป็นเวลา 40-50 นาที โดยแบ่งการฝึกเป็น 2 แบบ มีการควบคุมปริมาณรวมของการฝึก Relative Volume Load ให้เท่ากัน ดังนี้:
🩸 กลุ่ม BFRT: ฝึกแบบจำกัดการไหลเวียนเลือด
ใช้น้ำหนัก 40% 1RM, แต่ละท่าฝึก 4 Sets x 12 reps, ใช้เวลาในจังหวะกล้ามเนื้อหดตัวออกแรง หรือ Concentric = 2-3 วินาที และจังหวะกล้ามเนื้อเหยียดตัวผ่อนแรงต้าน้ำหนัก หรือ Eccentric = 2-3 วินาที, พักระหว่างเซ็ตเพียง 30 วินาที และพักระหว่างท่า 3 นาที โดยสายรัด BFR รัดต้นขา โดยจะเริ่มรัดแน่นที่ความดัน 50% ในสัปดาห์แรก แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 10% จนถึง 80% ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป ทั้งนี้จะมีการถอดสายรัดออกในช่วงพักระหว่างท่า 3 นาที
🏋️ กลุ่ม HIRT : ฝึกแบบใช้แรงต้านสูง
สลับการฝึกแบบดั้งเดิม หรือ Conventional จำนวน 3 ครั้ง ต่อการฝึกแบบเน้นจังหวะกล้ามเนื้อเหยียดตัวผ่อนแรงต้านน้ำหนักแบบเกิน 1RM หรือ Eccentric-Overload จำนวน 1 ครั้ง
-การฝึกแบบดั้งเดิม: ใช้น้ำหนัก 80% 1RM, ฝึกจำนวน 4 Sets x 6 reps, ใช้ speed เวลา 2-3 วินาที ทั้งในจังหวะ Concentric และ eccentric
-การฝึกแบบเน้นจังหวะผ่อนแรง Eccentric: ใช้น้ำหนัก 120% 1RM ในจังหวะกล้ามเนื้อเหยียดตัวผ่อนแรงต้านน้ำหนัก และมีคนช่วยพยุงในจังหวะที่ต้องออกแรงหดตัวกล้ามเนื้อ, ฝึกจำนวน 4 Sets x 4 reps , ใช้เวลาในจังหวะผ่อนแรง Eccentric นี้ประมาณ 4 วินาที
ทั้งสองแบบนี้จะพักระหว่างเซต 2 นาที และพักระหว่างท่า 3 นาที
*** ผลลัพธ์ Results :
1.ขนาดของเอ็น Tendon Size:
ทั้งสองรูปแบบช่วยเพิ่มขนาดของเอ็นสะบ้า Patellar Tendon ได้ใกล้เคียงกัน โดยกลุ่ม HIRT เพิ่มขึ้น +4.3% และกลุ่ม BFRT เพิ่มขึ้น +3.6% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ฝึกอะไร มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากคือ - 0.04%
2. ความแข็งเกร็งของเอ็น Tendon Stiffness:
การฝึกยกเวทกล้ามขาแบบยกหนัก HIRT มีค่าเพิ่มขึ้น + 5.5% ในขณะที่กลุ่ม BFRT กลับลดลง - 4.1% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่า การเพิ่มขึ้นในกลุ่ม HIRT นี้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ Sig ที่ p = 0.019 นี่แสดงว่า การยกเวทจัดหนักๆช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งผ่านแรงของเอ็น Patellar Tendon ได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง ในขณะที่การยกแบบไม่ได้ช่วยส่วนนี้
3. คุณภาพเนื้อเยื่อเอ็น Tendon Material Quality :
ค่า Tangent Modulus ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกถึง 'ความยืดหยุ่นและการคืนตัว' ตามธรรมชาติของเอ็น โดยไม่ขึ้นกับขนาดของมันนั้น กลุ่ม BFRT ลดลง - 6.1% ในขณะที่กลุ่ม HIRT เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเพียง +1.4%
4. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา Strength:
การวัดค่า 1RM ในท่า Leg-Extension ของกลุ่ม HIRT พบว่าพุ่งสูงขึ้นถึง +40.4% ส่วนกลุ่ม BFRT เพิ่มขึ้น +18.1% และแรงบิดจากการเกร็งค้างของข้อเข่า Isometric Knee-Extension Torque พบว่า กลุ่ม HIRT เพิ่มขึ้น +10.2% เทียบกับ +4.7% ในกลุ่ม BFRT
5. Load Matters: น้ำหนักที่ใช้ยกเวทสำคัญ
เมื่อดูภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างทุกคนที่เข้าร่วมการทดลอง พบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั้น จะผันแปรตามความแข็งเกร็งของเอ็นที่เพิ่มขึ้น (r = 0.35) และการเพิ่มขนาดของเอ็น (r = 0.45) หมายความว่า ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เอ็นก็ยิ่งตึงและโตขึ้นตามไปด้วย
งานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มหลักฐานยืนยันว่า การยกเวทแบบหนักๆนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะพัฒนา ทั้งขนาดของเอ็นและความสามารถในการส่งผ่านแรง ให้ดีขึ้นพร้อมๆ กันในคนสูงวัย แต่ในเรื่องการเพิ่มขนาดเอ็น การยกเบาแบบ BFR ก็เป็นทางเลือกที่ดีในคนสูงวัย
*** กล่าวโดยสรุป Conclusion:
ดังนั้น High-Intensity Resistance Training ตามงานวิจัยนี้ มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณสมบัติเชิงกลของเอ็น หรือ mechanical function ในผู้ชายสูงวัย ในขณะที่การฝึกแบบ BFR ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการกระตุ้นการปรับตัวเชิงโครงสร้างของเอ็น โดยเฉพาะในบริบทที่การยกหนักๆที่คนสูงวัยทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม เวลานำไปใช้จริงในคนสูงวัย ก็ต้องระวังไม่ให้หนักเกินไปจนเอ็นอักเสบหรือบาดเจ็บ
หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจไม่มากก็น้อย อ่านเพิ่มเติมรายละเอียดอื่นๆอย่างลึกซึ้งได้ที่งานวิจัยต้นฉบับ ลิ้งก์ในคอมเม้นท์ ครับ
สำเริง ไชยศร
14 Aug 2026
อ้างอิง:
Eur J Appl Physiol . 2026 Aug;126(8):4495-4506.
Effects of high-intensity and blood-flow-restricted resistance training on tendon adaptations in older men
Leonardo Cesanelli , Giedrius Dranevičius , Mantas Mickevicius , Danguolė Satkunskiene , Pornpimol Muanjai , Vida Janina Česnaitienė , Oron Levin , Wouter Vints , Nerijus Masiulis , Sigitas Kamandulis
PMID: 42191902
15/08/2026
งานวิจัยชี้: Rowing เผาไขมันมากกว่า จักรยาน ถึง 45% !!
รีโพสต์จาก 15 กันยายน 2564
คนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายในฟิตเนสหรือยิมต่างๆ ก็คงเคยสงสัยหรือตั้งคำถามกับเครื่องเล่นที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือ Cardio Training ไม่ว่าจะเป็น ลู่วิ่ง Treadmill , จักรยาน , ลู่เดินกึ่งสเต็ป , Rowing Machine , Skiing Machine ฯลฯ ว่า อุปกรณ์ตัวไหน ช่วยให้เผาผลาญได้ดีกว่ากันอย่างไรบ้าง
วันนี้ มีงานวิจัยทดลองหนึ่ง ที่อยากนำมาแบ่งปัน เพราะเป็นการตอบคำถามว่า ระหว่าง Rowing Machine และ จักรยาน อะไรเผาผลาญได้มากกว่ากว่ากัน ? นั่นคืองานวิจัยต่อไปนี้:
งานวิจัยของ B Egan et al.2016. เรื่อง Higher rate of fat oxidation during rowing compared with cycling ergometer exercise across a range of exercise intensities.และตีพิมพ์ในวารสาร Scand J Med Sci Sports ปี 2016 ได้วิจัยเปรียบเทียบการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ด้วยจักรยาน Cycling หรือ C*C กับ Rowing Machine หรือ ROW โดยใช้กลุ่มตัวอย่างหรืออาสาสมัครทำการวิจัยทดลองนี้ เป็น Moderately Young Trained Males อายุเฉลี่ย 23.2 ปี ที่ผ่านประสบการณ์การฝึกทั้ง Cycling และ Rowing มาพอสมควรแล้ว และให้มาฝึก cardio กับอุปกรณ์ Rowing และ Cycling ดังกล่าวนี้ โดยแต่ละตัวก็ให้อาสาสมัครฝึกเป็น 2 แบบเพื่อเปรียบเทียบกัน ดังนี้คือ:
1. แบบที่ 1: การฝึกแบบค่อยๆเพิ่มความหนักหรือ Intensity ไปเรื่อยๆ หรือ Incremental (INC) ทุกๆ 3 นาที (3-min stage) จนหมดแรง หรือ to exhaustion เรียกว่า กลุ่ม C*C:INC และ กลุ่ม ROW:INC
1.1 กลุ่ม C*C:INC มี VO2 peak = 55.7 ± 1.6 mL / kg /min
1.2 กลุ่ม ROW:INC มี VO2 peak = 57.5 ± 1.5 mL / kg /min
2.แบบที่ 2: การฝึกแบบใช้ความหนักคงที่ ที่ระดับ 50%VO2max หรือ Steady-State Submaximal เป็นเวลาต่อเนื่อง 20 นาที เรียกว่ากลุ่ม C*C:SUB และ กลุ่ม ROW:SUB
***ผลการวิจัยปรากฏว่า:***
1. ค่า VO2 , VCO2 (ค่าการใช้ อ๊อกซิเจน และ การผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ) และ ค่า Heart Rate
ของกลุ่ม ROW มีค่าสูงกว่า กลุ่ม C*C ทุกจุดที่ระดับความหนักเพิ่มขึ้น ตั้งแต่จุด Power Output = 95 watt – 305 watt และสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือ sig ที่ p < 0.05 แต่กลับพบว่า ค่า VO2peak และ HRmax ของทั้ง C*C และ ROW กลับไม่แตกต่างกัน (4.49 vs 4.36 L/min สำหรับ VO2peak และ 188 vs 189 bpm สำหรับ HRmax ตามลำดับ) ตารางที่ 1
2. เมื่อเปรียบเทียบเรื่อง Fat Oxidation ที่แต่ละความหนัก หรือ แต่ละจุดของระดับ intensity ที่เท่ากันหรือจุดเดียวกัน ของการฝึกแบบค่อยๆเพิ่มความหนักจนหมดแรงนั้น พบว่าการใช้ Rowing Machine ทำให้เผาผลาญไขมันมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับการใช้จักรยาน (คือ Rowing เผาไขมัน = 0.71 g/min vs. จักรยานที่เผาไขมัน = 0.49 g/min) และสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือ sig ที่ p< 0.05 ตามรูปที่ 1b โดยจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการฝึกเลยทีเดียวที่ Power Output = 95 watt และ สูงกว่าแบบนี้ไปตลอดช่วงการเพิ่มความหนักในการฝึก ตั้งแต่ความหนักประมาณ 43% - 84% VO2peak
2.1 ขณะที่ Fat oxidation ของการปั่นจักรยานน้อยกว่า การใช้ Rowing นั้น ก็มีการทดแทนพลังงานที่ใช้ ด้วยการที่ การปั่นจักรยาน จะมี Carbohydrate oxidation สูงกว่า ตลอดการเพิ่มระดับความหนักในการฝึก มาทดแทน ตามรูปที่ 1a
2.2 ตลอดการเพิ่มระดับความหนักในการฝึกจนหมดแรง ทุกๆจุดความหนักที่เท่ากัน โดยรวมแล้ว การ Rowing มีการเกิด Fat oxidation มาใช้เป็นพลังงานมากกว่า ตามรูปที่ 2a และ2b(ดูรูปประกอบจากต้นฉบับ)
2.3 นอกจาก Fat และ Carbohydrate ที่แตกต่างกันแล้ว จุด Crossover Point ของการเปลี่ยนระบบพลังงานในการเผาผลาญ เมื่อความหนักเพิ่มขึ้นๆ จากการใช้ Fat เป็นหลัก มาเป็นใช้ Carb เป็นหลัก นั้น สำหรับ Cycling จะเกิดขึ้นที่จุด intensity = 42.1 ± 3.6% VO2peak ส่วนการ Rowing นั้น จะเกิดขึ้นที่จุด Intensity = 57.8± 2.1% VO2peak อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือ sig ที p < 0.05
2.4 ทั้งการใช้ Rowing และ Cycling ที่แต่ละจุด Intensity ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มีผลต่อการสะสมของ plasma lactate ในกระแสเลือด แต่ก็มีบางจุดที่การใช้ Rowing ทำใก้เกิด Plasma lactate มากกว่า ตามรูปที่ 3
3. การฝึกที่ระดับความหนัก 50% VO2max เป็นเวลา 20 นาที พบว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างค่าต่อไปนี้คือ ค่า intensity (C*C = 46.1 %VO2peak , ROW = 48.4%VO2peak ) , ค่าการใช้อ๊อกซิเจน หรือ VO2 และ ค่า plasma lactate concentration โดยพบว่าการใช้ Rowing ก็ยังคงเผาผลาญไขมันได้มากกว่าการใช้ Cycling มากกว่า ราวๆ 43% ( 0.43 g/min vs 0.30 g/min และสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือ sig ที่ p < 0.05 ดังตารางที่ 2 และ
รูปที่ 4 (ดูในงานวิจัยต้นฉบับ)
3.1 การที่ Rowing ใช้ Fat Oxidation มากกว่า ในกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นได้ดีจากค่า RER ของ Rowing ที่ต่ำกว่า (0.88 vs 0.91 )
หมายเหตุ: ค่า RER : Respiratory Exchange Ratio หมายถึงสัดส่วนอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซช่วงหายใจ ระหว่าง Oxygen uptake และ Carbon-dioxide Production อธิบายได้ดังนี้ ยิ่งออกแรงมาก อัตราการหายใจยิ่งเร็วขึ้นเพื่อขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ออก ค่า RER ต่ำกว่า จะสะท้อนถึง ความสามารถในการเผาผลาญไขมันในสัดส่วนที่มากกว่าเผาผลาญคาร์บ
3.2 สัดส่วนการใช้ไขมันเป็นพลังงาน ของ Rowing ก็มากกว่า สัดส่วนการใช้ไขมันเป็นพลังงานของ Cycling กล่าวคือ Rowing = 42.3% vs Cycling = 31.6% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด แสดงว่าสัดส่วนที่เหลือคือการใช้ Carb เป็นพลังงานนั่นเอง ( 57.7 % vs 68.4 % ) ดังสรุปตามรูปที่ 4
ซึ่งพบว่า การคาร์ดิโอตามรูปแบบที่ 2 ที่ใช้ Intensity ที่ 50%VO2peak คงที่ต่อเนื่องนาน 20 นาทีนั้น เห็นชัดว่า มีการใช้ Fat Oxidation ต่ำกว่า การคาร์ดิโอตามรูปแบบแรก ที่ค่อยๆเพิ่ม intensity ไปจนล้าที่สุด (ตามตารางที่ 2 )
3.3 ค่า Fat Oxidation: FATox ระหว่างการคาร์ดิโอแบบ Steady- State Exercise นั้น การใช้ Cycling มีค่าต่ำกว่า คาร์ดิโอแบบค่อยๆเพิ่ม intensity ไปจนล้า = 42% และ การใช้ Rowing แบบ Steady- State Exercise มีค่าต่ำกว่า คาร์ดิโอแบบค่อยๆเพิ่ม intensity ไปจนล้า = 28% และ ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือ sig ที่ p < 0.05 ทั้งสองตัว
มีคนทำวิจัยและค้นพบข้อมูลความรู้และผลลัพธ์ที่ได้ที่น่าสนใจแบบนี้แล้ว เรามาลองคาร์ดิโอด้วย Rowing Machine กันเถอะ !! ใครที่ไม่เคยลองใช้ ก็ไม่เสียหายที่จะทดลองครับ ลองดูด้วยตัวเอง แล้วคุณจะรู้ได้ด้วยตัวเองครับ
ใครสนใจรายละเอียดงานวิจัยแบบเต็มๆ ไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์ที่แนบมาให้แล้วในโพสต์คอมเม้นท์นะครับ
ยังมีความเห็นของคณะผู้วิจัยที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น พร้อมๆกับ ผลสรุปงานวิจัยทั้งในรูปของตารางข้อมูล และ กราฟ นะครับ
ปล. รูปกราฟผลงานวิจัย ดูในคอมเม้นท์ ได้ครับ
หวังว่า คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้สนใจและคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
สำเริง ไชยศร
Smartgym Fitness Thailand Limited
รีโพสต์จาก 15 กันยายน 2564
อ้างอิง:
B Egan et al. Scand J Med Sci Sports 2016.
Higher rate of fat oxidation during rowing compared with cycling ergometer exercise across a range of exercise intensities.
14/08/2026
งานวิจัย 2026 ยกเวทเพิ่มกล้าม 3 kg ใน 3-4 เดือน แต่เพิ่ม Fat ให้น้อยสุด ต้องกินยังไง?
คนที่ออกกำลังกายเข้ายิมเป็นประจำ โดยเฉพาะสายเพิ่มกล้ามมีซิกแพคและสายเพาะกายทั้งหลาย คงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วว่า ช่วงเวลาการยกเวทเพิ่มกล้ามก็ต้องกินให้เยอะขึ้น และเมื่อเป็นช่วง cutting เพื่อความชัดของกล้ามเนื้อและมีซิกแพค ก็ต้องทานอาหารพลังงานอย่างคาร์บและไขมันให้น้อยลงๆๆ
แต่ช่วงเวลาเพิ่มกล้ามเนื้อหากทานเยอะไปเพื่อให้ฝึกได้หนักๆ ผลที่ตามมาก็จะมีไขมันสะสมเพิ่มเยอะตามไปด้วย บางคนอาจจะเรียกว่าเป็นการ Dirty Bulk ซึ่งทำให้เวลา Cutting ก็จะทำได้ยากขึ้นและอาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ หลายคนจึงใช้วิธีที่เรียกว่าการทำ Clean Bulk คือทานเพิ่มให้น้อยสุดในช่วงสร้างกล้าม เพื่อให้เวลาต้องการ Cutting จะทำง่ายขึ้นและเสียมวลกล้ามเนื้อน้อยสุด จุดสมดุลว่าต้องกินยังไงในช่วงสร้างกล้าม เพื่อ Cutting ให้กล้ามชัดเห็นซิกแพคได้ง่ายและไม่สูญเสียกล้าม จึงเป็นเรื่องที่หาข้อยุติชัดๆยาก
งานวิจัยหนึ่งที่เป็นงานวิจัยแบบทบทวนทางวิชาการ หรือ A Narrative Review เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นนี้งานล่าสุด จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นคืองานวิจัยของ Ryan R. Reilly 2026 ตีพิมพ์ล่วงหน้าก่อนกำหนดในวารสาร Strength & Conditioning Journal เมื่อ วันที่ 8 June 2026 นี่เอง ลองตามมาดูกันครับว่า Ryan R. Reilly เขารีวิวมายังไงบ้าง !
สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัยรีวิว:
การยกเวทเพิ่มกล้ามให้ใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกเวทอย่างเป็นระบบ พร้อมกับการทานอาหารที่คำนวณพลังงานและสารอาหารอย่างเหมาะสม การฝึกเวทอย่างเป็นระบบนั้น จุดสำคัญคือการใช้โปรแกรมฝึกที่มีการปรับความเข้มข้นหรือความหนักในการฝึกเป็นระยะๆที่เรียกว่า Progressive Overload
หากต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อโดยให้ไขมันเพิ่มน้อยที่สุด ก็ต้องวางแผนทั้งเรื่องโภชนาการและโปรแกรมฝึก ไม่ใช่เพียงแค่กินเยอะ ๆ โดยมีข้อแนะนำการทาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และ ไขมันดังนี้
1. โดยในระยะเวลาสร้างกล้ามช่วงเวลา 12-16 สัปดาห์นั้น เป้าหมายที่เหมาะสมคือ การตั้งเป้าเพิ่มมวลกล้าม 2–3 กก. พร้อมจำกัดไขมันที่จะเพิ่มขึ้นให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หรือคือไม่ควรเกิน 0.5–1.0 กก.
2. การทานอาหารให้ได้พลังงานเกินจากระดับ Maintain เพียง 150–300 kcal/วัน ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเป็นแบบ Dirty Bulk ที่ต้องได้พลังงานเกินจากระดับ Maintain ถึง 500–1,000 kcal/วัน
3.สำหรับการทานโปรตีนนั้น ควรทาน 1.6–2.2 g/kg/วัน และอาจเพิ่มเป็น 2.4 g/kg/วัน ในช่วงที่ต้องการสร้างกล้ามอย่างเต็มที่และกำลัง cutting หรือกำลังทำ Body Recomposition
4. ควรทานไขมันประมาณ 0.6–0.8 g/kg/วัน
5. การทานคาร์โบไฮเดรตควรอยู่ที่ประมาณ 3–5 g/kg/วัน เพื่อช่วยให้สามารถฝึกยกเวทหนักได้เต็มที่และยังคุมอัตราการเพิ่มน้ำหนักไม่ให้แกว่งมากเกินไปได้
6. ควรฝึกยกเวท 3–5 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างเต็มที่ และใช้หลัก Progressive Overload เพราะโภชนาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้
7. Body Recomposition สามารถทำได้ง่ายกว่าในผู้ที่มีไขมันสะสมค่อนข้างมากอยู่แล้ว เพื่อจะได้ใช้เป็น Surplus energy ส่วนผู้ที่มีไขมันสะสมต่ำๆและยิ่งมีประสบการณ์ฝึกเวทมายาวนานมาก ก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้นๆ พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งลีนอยู่แล้ว ยิ่งทำได้ยาก มือใหม่ ทำ Body Recomp ได้ง่ายกว่ามือเก๋า
หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้สนใจ อ่านงานวิจัยเพิ่มเติมจากต้นฉบับ วาว์ปในคอมเม้นท์ ครับ
สำเริง ไชยศร
9 July 2026
อ้างอิง:
Strength & Conditioning Journal Publish Ahead of Print, June 8, 2026.
Tipping the Scales of Body Recomposition With an Energy Surplus, High Protein Intake, and Resistance Training: A Narrative Review. Ryan R. Reilly
13/08/2026
งานวิจัย Standing Calf Raise vs. Seated Calf Raise ท่าไหนเพิ่มขนาด กล้ามเนื้อน่อง ได้เจ๋งกว่ากัน !
เวลาเราฝึกเวทเทรนนิ่งกล้ามเนื้อน่องทั้งมัดนอกและมัดข้างใน หรือ Gastrocnemius และ Soleus เราก็มักฝึกด้วยท่าฝึกเวท 2 ท่าสำคัญคือ Standing Calf Raise และ Seated Calf Raise และเรามักได้รับคำแนะนำว่า ท่ายืนจะโดนกล้ามน่องมัดนอก ส่วนท่านั่งจะโดนกล้ามมัดข้างใน แล้วจริงๆ 2 ท่านี้ ให้ผลลัพธ์ต่อการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อน่องแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ? คงเป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ ลองตามมาดูกันครับว่าผลจะเป็นอย่างไร?
มีการศึกษาวิจัยทดลองงานหนึ่งน่าสนใจมากและน่าจะให้คำตอบได้ดี คืองานวิจัยของ Burke et al. 2024 ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมการทดลอง 30 คน ที่เป็นผู้มีทักษะยกเวทดีอยู่แล้ว หรือ resistance-trained participants มาเข้าโปรแกรมฝึกท่า Leg Press ด้วยขาข้างหนึ่ง และท่า Leg Extension ด้วยขาอีกข้างหนึ่ง และฝึกท่า Straight-legged calf raises(ยืน) หรือ a bent-legged calf raise(นั่ง) ด้วยขาแต่ละข้างอีกด้วย ถือเป็นงานวิจัยแบบ within-subjects design ที่ลดปัญหาจากปัจจัยภายนอกได้ดี เช่น ทานอาหารเท่ากันมั๊ย, นอนเท่ากันมั๊ย เป็นต้น
The Training Program:โปรแกรมฝึก
ผู้เข้าร่วมวิจัยต้องฝึกสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยฝึกเวทแต่ละท่า 4 sets แต่ละเซ็ตฝึก 8-12 ครั้ง จนกว่าจะหมดแรง และพัก 2 นาทีระหว่างเซ็ต ทีมวิจัยจะควบคุมดูแลการฝึกทั้งหมด และปรับน้ำหนักเพื่อให้ผู้เข้าร่วมฝึกทำท่าซ้ำได้ในช่วง 8-12 ครั้งตลอดการศึกษาวิจัย
The Results:ผลการวิจัย
วัดความหนาของกล้ามเนื้อโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ก่อนและหลังการฝึก 8สัปดาห์ ในส่วนของผลที่ได้จากการเปรียบเทียบท่าฝึก Leg Press กับ Leg Extension ผมได้นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนผลของการฝึกกล้ามเนื้อน่อง จาก 2 ท่า คือท่ายืน และ ท่านั่ง ได้ผลดังนี้ :
1. ท่า Standing Calf Raise ทำให้กล้ามเนื้อน่องมัดนอกด้านข้าง หรือ Lateral Gastrocnemius มีขนาดเพิ่มขึ้น + 7.55% เทียบกับ ท่า Seated Calf Raise ที่ทำให้เพิ่มขึ้น + 5.92% ถือว่าพอๆกัน แต่ท่ายืนเหลื่อมดีกว่าหน่อยๆ
2. ท่า Standing Calf Raise ทำให้กล้ามเนื้อน่องมัดนอกด้านใน หรือ Medial Gastrocnemius มีขนาดเพิ่มขึ้น + 7.34% เทียบกับ ท่า Seated Calf Raise ที่ทำให้เพิ่มขึ้น + 2.2 % แสดงให้เห็นว่าท่ายืนให้ผลลัพธ์เหนือกว่า มากกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
3. ท่า Standing Calf Raise ทำให้กล้ามเนื้อน่องมัดข้างในที่มองไม่เห็น หรือ Soleus มีขนาดเพิ่มขึ้น + 3.27% เทียบกับท่า Seated Calf Raise ที่ทำให้เพิ่มขึ้น + 4.61 % ถือว่าเพิ่มได้พอๆกัน แต่ท่านั่งเหลื่อมดีกว่าหน่อยๆ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยต้นฉบับ ตามลิ้งก็ในคอมเม้นท์นะครับ และสำหรับผมส่วนตัวจะฝึกทั้ง 2 ท่า คู่กันเลย แต่ Training Volume ของท่ายืนจะมากกว่า
หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้สนใจ
สำเริง ไชยศร
4 Aug 2026
อ้างอิง:
Burke, R., Piñero, A., Mohan, A.E. et al. Exercise Selection Differentially Influences Lower Body Regional Muscle Development. J. of Science In Sport and Exercise (2024).
11/08/2026
งานวิจัย Leg Press vs Leg Extension ท่าไหนเพิ่มขนาด Quad ได้เจ๋งกว่า !
โปรแกรมฝึกกล้ามเนื้อขาด้านหน้า หรือ Quadriceps ด้วยท่าฝึกเวท 2 ท่าสำคัญคือ Leg Press และ Leg Extension ให้ผลลัพธ์ต่อการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อหน้าขาแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ? คงเป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ และ 2 ท่านี้ แทบทุกคนที่ฝึกเวทเทรนนิ่งก็คงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ลองตามมาดูกันครับว่าผลจะเป็นอย่างไร?
มีการศึกษาวิจัยทดลองงานหนึ่งน่าสนใจมากและน่าจะให้คำตอบได้ดี คืองานวิจับของ Burke et al. 2024 ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมการทดลอง 30 คน ที่เป็นผู้มีทักษะยกเวทดีอยู่แล้ว หรือ resistance-trained participants มาเข้าโปรแกรมฝึกท่า Leg Press ด้วยขาข้างหนึ่ง และท่า Leg Extension ด้วยขาอีกข้างหนึ่ง ถือเป็นงานวิจัยแบบ within-subjects design ที่ลดปัญหาจากปัจจัยภายนอกได้ดี เช่น ทานอาหารเท่ากันมั๊ย, นอนเท่ากันมั๊ย เป็นต้น และนอกจากนี้ พวกเขายังฝึกท่า Straight-legged calf raises(ยืน) หรือ a bent-legged calf raise(นั่ง) ด้วยขาแต่ละข้างอีกด้วย
The Training Program:โปรแกรมฝึก
ผู้เข้าร่วมวิจัยต้องฝึกสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยฝึกเวทแต่ละท่า 4 sets แต่ละเซ็ตฝึก 8-12 ครั้ง จนกว่าจะหมดแรง และพัก 2 นาทีระหว่างเซ็ต ทีมวิจัยจะควบคุมดูแลการฝึกทั้งหมด และปรับน้ำหนักเพื่อให้ผู้เข้าร่วมฝึกทำท่าซ้ำได้ในช่วง 8-12 ครั้งตลอดการศึกษาวิจัย
The Results:ผลการวิจัย
วัดความหนาของกล้ามเนื้อโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ก่อนและหลังการฝึก 8สัปดาห์ โดยวัดที่ตำแหน่ง 30% , 50% และ 70% ของมัดกล้ามเนื้อ พบว่า:
1. การฝึกด้วยท่า Leg Press ให้ผลลัพธ์ดีกว่ามาก ในการสร้างกล้ามเนื้อ Vastus Lateralis โดยมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งมัด = +8.74% เมื่อเทียบกับการฝึกด้วยท่า Leg Extension ซึ่งมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งมัดเพียง = + 2.99% เท่านั้น และทั้ง 2 ท่าฝึกดังกล่าวนี้ ทำใหเกิดการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อแบบ Regional Hypertrophy แต่ละส่วนของมัดกล้ามเนื้อแตกต่างกัน โดยท่า Leg Press ทำให้แต่ละตำแหน่งทั้ง 3 ตำแหน่งของมัดหล้ามเนื้อ VL เพิ่มขนาดได้มากกว่า
2. การฝึกด้วยท่า Leg Extension ให้ผลลัพธ์ดีกว่ามาก ในการสร้างกล้ามเนื้อ Re**us Femoris โดยมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งมัด = +8.95% เมื่อเทียบกับการฝึกด้วยท่า Leg Press ซึ่งมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งมัดเพียง = + 4.78% เท่านั้น และทั้ง 2 ท่าฝึกดังกล่าวนี้ ก็ทำให้เกิดการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อแบบ Regional Hypertrophy แต่ละส่วนของมัดกล้ามเนื้อแตกต่างกัน เช่นกัน โดยท่า Leg Extension ทำให้แต่ละตำแหน่งทั้ง 3 ตำแหน่งของมัดหล้ามเนื้อ RF เพิ่มขนาดได้มากกว่า
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยต้นฉบับ ตามลิ้งก็ในคอมเม้นท์นะครับ
และจากการที่ได้เคยนำเสนองานวิจัยก่อนหน้านี้ ระหว่างท่า Squat กับ Leg Extension เมื่อประยุกต์เข้ากับงานวิจัยนี้ การนำไปประยุกต์ใช้ฝึกกล้ามเนื้อ Quadriceps ก็อาจจะเลือกระหว่างท่า Squat หรือ Leg Press ท่าใดท่าหนึ่ง และ จบด้วยท่า Le Extension ก็น่าจะได้ประโยชน์เต็มที่ครับ
หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้สนใจ
สำเริง ไชยศร
3 Aug 2026
อ้างอิง:
Burke, R., Piñero, A., Mohan, A.E. et al. Exercise Selection Differentially Influences Lower Body Regional Muscle Development. J. of Science In Sport and Exercise (2024).
05/08/2026
รับเพิ่มได้อีก 1 คนครับ !!
สรุปรายชื่อผู้สมัครเรียน SMART Trainer รุ่น 36 หาดใหญ่
หลักสูตร SMART Certified Personal Trainer 100 ชม.
สถานที่เรียน Ac Sport Center หาดใหญ่ จ.สงขลา
เริ่มเรียนสัปดาห์แรก วันที่ 22-23 สิงหาคม 2569
และเรียนสัปดาห์ Final วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2569
รับใบประกาศนียบัตร วันที่ 28 พฤศจิกายน 2569
1. รายละเอียดหลักสูตรและประกาศรับสมัคร ,สถานที่เรียน ,ค่าใช้จ่าย ,วิธีการเรียน ฯลฯ ดูได้ในสเตตัสข้างล่างๆนะครับ หรือ ลิ้งก์ที่แนบให้แล้ว ในคอมเม้นท์สเตตัสนี้ นะครับ
2. สรุปอัพเดตรายชื่อผู้ที่สมัครเรียนเรียบร้อยแล้ว ดูในคอมเม้นท์ ได้เลยครับ
3. ผู้สนใจสมัครเพิ่มเติม โพสต์คอมเม้นท์ว่า สมัคร 1 คน และส่งข้อความทาง อินบ็อกซ์ได้เลยครับ หรือทักสอบถามเพิ่มเติม ได้ตลอดเวลาครับ
เจอกันครับทุกคน !
Smartgym Fitness Thailand Limited
SMART
03/08/2026
อัพเดตรายชื่อผู้สมัครเรียน Personal Trainer รุ่น 35 กทม. !!!
หลักสูตร SMART Certified Personal Trainer 100 ชม.
สถานที่เรียน คณะวิทย์-กีฬาฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หรือ BTU Sports Science
เริ่มเรียนสัปดาห์แรก เสาร์-อาทิตย์ที่ 29-30 สิงหาคม 2569
เรียนสัปดาห์ Final เสาร์-อาทิตย์ที่ 21-22 พฤศจิกายน 2569
วันรับใบประกาศนียบัตร วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2569
---------------------------------------------------------
1. สรุปอัพเดตรายชื่อผู้ที่สมัครเรียนทั้งหมด ดูได้ในคอมเม้นท์ครับ
2. รายละเอียดหลักสูตรและประกาศรับสมัคร , สถานที่เรียน ,ค่าใช้จ่าย ,โครงสร้างหลักสูตร, คุณสมบัติผู้เรียน, ตารางเรียน , วิธีการเรียน-การสอน, ตัวอย่างวิดีโอการเรียน-การสอน ฯลฯ ดูได้ในสเตตัสข้างล่างนะครับ หรือ ลิ้งก์สเตตัสในคอมเม้นท์ หรือที่สเตตัสปักหมุด ครับ
3. ผู้สนใจเรียน ยังสมัครเพิ่มเติมได้ครับ โดยโพสต์คอมเม้นท์ว่าสมัคร 1 คน ในสเตตัสนี้ได้เลยครับ จากนั้นส่งข้อมูลชื่อและประวัติบุคคลยืนยันมาทางอินบ๊อกซ์ครับ
เจอกันครับทุกคน
Smartgym Fitness Thailand Limited : SMART
01/08/2026
เก็บตก ความมันส์ คอร์ส Functional Training ฯ
เมื่อวันที่ 25-26 July 2026 ที่ AREA 13 กทม.
กับคอร์ส Functional Training For Trainer 15 ชม.
ผู้สนใจคอร์สนี้ รอบต่อไปต้นปีหน้ากครับ คอยติดตามครับ
Personal Trainer ยุคนี้ต้องไม่พลาดคอร์ส Functional เพื่อให้ตามทัน Trend การออกกำลังกายยุคปัจจุบัน
ที่นี่ที่เดียว คอร์ส Functional Trainingฯ เต็มรูปแบบ
SMART
ภาพบรรยากาศเพิ่มเติม ในคอมเม้นท์ครับ