29/03/2026
“เลิก ไม่เลิก”
ช่วงปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่กวางคิดวนกับตัวเองพอสมควรเรื่องว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้กับการทำงานด้านโยคะของตัวเอง ต้องยอมรับว่าพอกลับมาทำงานที่บ้านแบบเต็มตัวก็ โอ้โห งานหนักมากเลย 555 หนักทั้งสมอง หนักทั้งความรับผิดชอบ ถึงจะมีความมันส์ในอารมณ์เพราะพอเราทำได้มันก็มีความสนุกในตัวอยู่แล้ว แต่มันก็ยากมากถึงมากที่สุดในการจัดการให้มันทำไปควบคู่กับงานที่เราอยากทำเพราะแค่อยากทำอย่างโยคะได้
ยิ่งช่วงที่งานหลักวุ่นวายและกินเวลาในชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ความรู้สึกรับผิดชอบกับงานโยคะก็กดดันให้เราต้องย้อนคิดว่า หรือเราจะทำมันไม่ไหว หรือเราจะทำมันไปคู่กันไม่ได้จริงๆ ? มันคิดแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เลยในปีที่ผ่านมา
พอมีโอกาสที่เราได้นั่งคิดสะระตะ นิ่งๆ กับตัวเองแล้วคุยกับตัวเองจริงๆ ก็ปรากฎว่า ไม่เลิก ไม่เลิกหรอก
ถึงตอนนี้จะยังทำมันได้ไม่ดีพอเท่าที่รู้สึกว่าอยากทำ แต่ก็ไม่เลิกน่ะ ถึงมันจะถูๆ ไถๆ อยู่แบบนี้ไปก่อนก็เพียงแต่รับสภาพ ถ้าในเมื่อมันจะต้องเป็นแบบนี้ก็วางใจทำไปเท่าที่เราทำได้ แต่ไม่เลิก
ได้นั่งคุยกับแฟนเรื่องนี้เหมือนกันเพราะตัวเค้าเองก็มีสองงาน และงานหลักก็ไปได้ดีจนไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องมีงานเสริมแต่เราก็คิดเหมือนกันว่าไม่เลิก ไม่เลิก ไม่เลิก แล้วพอมาคิดดีๆ ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น ก็รู้สึกได้ว่างานด้านกีฬาให้อะไรกับเรามากกว่าที่เราจะจินตนาการออก (ของเค้าก็เป็นงานในวงการกีฬาเหมือนกัน)
สิ่งที่กวางชอบที่สุดของวงการกีฬาน่าจะเป็นว่ามันเป็นพื้นที่แค่ไม่กี่ที่ๆ ทำให้เรามีโอกาสเจอคนแบบที่เราอยากเจอ คนที่มี self discipline สูง (มีวินัยกับตัวเอง) คนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างต่อเนื่อง คนที่เลือกตัวเองโดยไม่ไหลไปตามกระแสของสังคม แล้วคนแบบนั้นก็มักจะแฝงตัวอยู่ในสายกีฬาสักประมาณ 4-5% ของคนทั้งหมด
เป็นมนุษย์ประเภทหาตัวเจอยากในที่อื่นๆ เพราะไม่ค่อยจะสนใจใคร และเพราะเค้าเหล่านั้นมักจะมีชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริงแต่เราก็มักจะได้เจอกันเพราะกีฬา ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากๆ เพราะมันเป็นการเจอกันในบรรยากาศที่นอกเหนือไปจากงาน ซึ่งช่วยถอดรื้อตัวตนบางอย่างออกไปแล้วและเหลือแค่ความเป็นมนุษย์กับมนุษย์ เป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นครูเป็นนักเรียน และเป็นคนคุ้นเคยที่ได้เรียนรู้จากกันและกัน
ตั้งแต่ไหนแต่ไรกวางชอบมากที่ได้เจอคนที่เก่งกว่าเรา ทำอะไรได้ดีกว่าเรา เป็นมนุษย์ที่สูงกว่าเรา ทุกครั้งที่เจอคนเหล่านั้นกวางรู้สึกปลาบปลื้ม ซาบซึ้ง รู้สึกถึงแรงใจและแรงขับภายในที่จะไปแบบนั้นบ้าง ที่จะเป็นได้แม้สักเสี้ยวของแบบนั้นบ้าง รู้สึกว่ามันเท่มากๆ แล้วคนเหล่านั้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้กวางส่วนใหญ่อยู่ในสายกีฬาทั้งหมด คือมีอาชีพหลักของตัวเองแต่ก็เล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องจริงจัง มันเท่สุดๆ ไปเลยในความรู้สึกกวาง
ยิ่งวันนี้ที่เราทำสองอาชีพอย่างแท้จริง เรายิ่งรู้สึกและเข้าใจว่ามันยากแค่ไหนที่จะบาลานซ์ทุกสิ่งอย่างให้มันเดินเคียงข้างไปด้วยกันได้ มันต้องใช้ทั้งความยืดหยุ่น ความตั้งใจ ความพยายามที่ไม่ลดละ และความเมตตาต่อตัวเองที่สูง เพื่อที่จะรักษาตารางชีวิตและใจของเราไม่ให้ตก ให้เดินไปได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง มันใช้วินัยที่สูงมาก และมันยิ่งเท่มากที่ทุกคนที่กวางว่ามาเค้าทำมันด้วยความสนุกสนานซะด้วยสิ
เค้าหาเจอว่าจุดไหนที่มันเป็นจุดที่สนุกของตัวเองและเดินไปได้อย่างมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ต้องปรับแทบจะทุกวันเพื่อให้มันสมดุลไปได้อย่างต่อเนื่อง นับถือพี่ๆ ทุกคนที่เจอในชีวิตที่ทำได้แบบนั้นในทุกๆ วงการกีฬาที่กวางได้มีโอกาสพบเจอ รู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตมากๆ ที่ได้เจอตัวอย่างดีๆ มากมายแบบนี้และมีโอกาสได้สอนโยคะให้หลายๆ คนด้วย ก็เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่มีทางเลิกอาชีพนี้ จะขอเป็นส่วนหนึ่งของวงการคนเท่และหวังว่าวันนึงจะเท่สุดๆ ได้แบบพี่ๆ และผู้ใหญ่เหล่านั้นบ้าง
I love this life very much
จะหนักแค่ไหนก็จะขอเดินไปแบบนี้แหละ รอให้ว่างก่อนน้า จะกลับไปทำให้สนุกๆ เลย ❤️
19/02/2026
“ชวนอ่านหนังสือพร้อมกันทีละหลายๆ เล่ม”
อยู่ชมรมบุ๊คคลับมา 9 ปีตอนนี้เลยเป็นนิสัยไปแล้วที่ต้องอ่านหนังสือพร้อมกันทีละหลายๆ เล่ม ไม่ใช่เพราะขี้เบื่ออย่างเดียว แต่ชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่แต่ละวันไม่ง่ายเลย บางอารมณ์ก็อยากได้ไฟได้พลัง บางอารมณ์ก็อยากได้รับการเยียวยาจิตใจ และบางครั้งก็แค่อยากจะหัวเราะแบบสบายๆ
กวางค้นพบว่าการเลือกหนังสือสำหรับแต่ละช่วงเวลาก็เป็นศิลปะที่เราต้องละเอียดกับใจตัวเองและค่อยๆ เลือกให้ถูก เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่อ่านเลยเพราะมันไม่ตรงใจ
ของกวางเองก็สังเกตว่าถ้าช่วงไหนเรามีหนังสือที่เนื้อหาหนักๆ อยู่ในกองที่อ่าน ช่วงนั้นต้องขยันเติมของเบาๆ เข้ามาประกบ ทั้งการ์ตูน ทั้งหนังสือนิยายอาหารแสนฮีลใจ เพื่อที่จะเอามาอ่านสลับเวลาที่เรามีเรื่องหนักๆ ในชีวิตแล้วอ่านหนังสือเนื้อหาหนักไม่ไหว
แต่เพราะหนังสือเนื้อหาแน่นๆ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก แล้วก็สนุกมากด้วยแม้จะอ่านไม่ได้ตลอด เราเลยต้องค่อยๆ ละเลียดไปแบบช้าๆ
ลิสต์ของกวางตอนนี้มีตามนี้ค่ะ
1. From Third World to FIRST - Lee Kuan Yew
เป็นหนังสือที่ประทับใจมาก เขียนโดยปู่ลีกวนยูเอง เป็นหนังสือที่คล้ายๆ Done List ในการสร้างประเทศสิงคโปร์ของปู่ตลอดช่วง 40 ปีได้ (ลิสต์งานที่ทำสำเร็จ/ เสร็จ/ ล้มเหลวไปแล้ว และแนวคิดเบื้องหลังการทำแต่ละอย่าง) ซึ่งเค้าแบ่งหมวดหมู่ตามประเภทของงาน เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ในการสร้างระบบเพื่อที่จะรันประเทศให้ได้ดี อ่านแล้วให้แง่คิดด้านการทำงานเยอะจนต้องค่อยๆ ละเลียดอ่านและค่อยๆ คิดตาม อ่านแล้วใจเต้นเว่อ ตื่นเต้นไปกับเค้า แถมได้ไฟได้พลังแบบฟู่ๆ จนอ่านรวดเดียวไม่ไหว
จำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรกเบื่อมากเพราะตอนนั้นยังไม่ได้เข้ามาทำงานที่บ้านแบบเต็มตัวแล้วก็อ่านไม่จบด้วย แต่พอมาอ่านรอบที่สองปรากฏว่าอินมากกกกก หนังสือมี 700 หน้าอ่านไปแล้ว 100 หน้า สงสัยจะอ่านได้อีกหลายเดือน อ่านไปก็เปิด chatgpt ให้อธิบายเพิ่ม ขอรูปเพิ่ม ขอรายละเอียดสถานการณ์เพิ่มในส่วนที่เราสนใจ เป็นหนังสือที่อ่านมันมากๆ จนแพลนว่าจะไปเที่ยวสิงคโปร์หลังอ่านจบ อยากตามรอยสถานที่และเหตุการณ์ในหนังสือค่ะ (อินแค่ไหนคิดดู 😆)
2. 5 สิ่งที่ก่อนตายคนเสียดายที่สุด - Bronnie Ware
เป็นหนังสือแปลที่แปลได้ดีมากๆๆๆ อ่านแล้วไม่สะดุดเลย ผู้เขียนทำงานเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยหนักตามบ้านในต่างประเทศ และได้เล่าเรื่องราวที่พบเจอในงานและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความจริงของชีวิตที่อีกไม่นานทุกคนก็จะต้องเจอ อ่านแล้วทำให้ได้ใคร่ครวญและตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเองหลายๆ อย่าง ซึ่งบางคำถามก็ยากที่จะตอบ และบางคำถามก็ชวนอึดอัด แต่ก็เป็นคำถามที่สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องเจออยู่ดี รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่งดงามมากเพราะมันเป็นเรื่องของชีวิต แต่ก็ต้องค่อยๆ อ่านเหมือนกัน
3. The collected teachings of Ajarn Chah, Food for the Heart - หลวงปู่ชา
หนังสือรวบรวมคำสอนของหลวงปู่ชา หยิบมาแบบไม่ได้คิดอะไรจากคิโนฯ เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ปรากฎว่าถึงกับกรีดร้องในความดีงาม กวางไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เพราะตอนแรกเข้าใจมาตลอดว่า Food for the heart น่าจะเอาเนื้อหามาจากหนังสือ ‘อาหารใจ’ ของหลวงปู่ชาซึ่งมีอยู่หลายๆ เล่ม แต่เหมือนว่าคนเขียนเค้าเอามาจัดเรียงใหม่แล้วให้บริบทเพิ่มขึ้นหรือยังไง คือมันอ่านรู้เรื่องขึ้นเยอะกว่าฉบับภาษาไทยแบบมากๆ ถึงมากที่สุด
ยอมรับว่าตอนอ่าน ‘อาหารใจ’ กวางไม่อินเลย เพราะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจเยอะมาก แต่พอเค้าเอามาเรียบเรียง อธิบายเพิ่มและเติมบริบทต่างๆ ให้เหมือนที่เค้าต้องอธิบายเรื่องการปฏิบัติและวัฒนธรรมทางพุทธให้กับชาวต่างชาติฟัง ปรากฎว่าเราคนไทยหัวดำๆ ที่แหละกลายเป็นอ่านรู้เรื่องขึ้นมาด้วยเลย
เป็นหนังสือที่อยู่ข้างเตียงนอนกวาง จัดเป็นหนังสือฮีลใจที่ต้องค่อยๆ ละเลียดอ่านอีกหนึ่งเล่ม อ่านแล้วชอบที่สุดคือได้สะท้อนความจริงในจิตใจของตัวเองในขณะนั้น ช่วยให้เราปล่อยวางและมีสติขึ้น และเป็นหนังสือที่อ่านแล้วชวนให้เรากลับมาอยู่กับ ‘ความเป็นจริงของชีวิต’ ได้ทุกครั้งไป เลอค่ามากๆ อยากให้มีแปลไทยมากๆ เลยค่ะ จะซื้อแจก
4. เจ็บนิดนะครับ - Adam Kay
เล่มนี้ชอบมากกกก ตลกมากกกกกก คนเขียนเป็นหมอในระบบแพทย์ของอังกฤษ (ปัจจุบันลาออกแล้ว) ที่ออกมาเล่าถึงความป่วงในการทำงานในแต่ละวัน ป่วงแบบป่วงมากกกกก อ่านแล้วเห็นใจ อยากตบไหล่อยากบีบมือ แต่ก็ตลกไปด้วยว่าโอ้ยน่อ ชีวิตเจอแต่ละวันเนอะ แล้วเค้าเล่าในมุมที่ผ่านมันมาแล้ว (เพราะถ้ายังไม่ผ่านมันในใจก็คงเล่าไม่ได้) มันเลยให้แง่คิดและการปล่อยวางไปด้วย แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือบ้าบอดี ชอบๆ ค่ะ นั่งอ่านแล้วขำอยู่คนเดียวหลายครั้ง แนะนำให้อ่านเป็นหนังสือแปลจะลื่นกว่าค่ะ เพราะมีศัพท์ทางการแพทย์เยอะเลย
5. ข้าวกล่องแห่งความห่วงใยที่อร่อยที่สุดในโลก - คิมจียุน
สำนักพิมพ์นี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องหนังสือประเภทอุ่นหัวใจ ชอบมาตั้งแต่ได้อ่าน ‘รสชาติอาหารจานครอบครัว’ แล้วก็ติดตามติดหนึบมาตลอด เป็นสำนักพิมพ์ go - to เวลาที่ต้องการการฮีลใจ ก็เลยจะมีหนังสือของสำนักพิมพ์นี้วนๆ อยู่ในกองที่กำลังอ่านอยู่แบบเสมอๆ เล่มนี้กวางเพิ่งเริ่มอ่านแต่ก็เป็นแนวอาหารฮีลใจซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของสำนักพิมพ์นี้ค่ะ แค่หน้าแรกๆ ก็หลงรักแล้ว อ่านได้เพลินๆ อุ่นๆ ใครชอบแนวนี้หรือยังไม่แน่ใจว่าชอบมั้ยเพราะยังไม่เคยลองอ่าน อยากแนะนำสำนักพิมพ์ picolo มากๆ ค่ะ อุ่นหัวใจจริงงงงง
จบการรีวิวหนังสือแบบงงๆ เผื่อใครอยากตามรอยนะค้าา ❤️
18/01/2026
ช่วงนี้ค้นพบว่าถ้าอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วไม่ลื่น ไม่ชวนให้ติดตามก็ให้เลิกอ่านไปเลย ไม่ต้องไปทน
เพราะมันเป็นหน้าที่ของคนเขียนที่จะเขียนให้อ่านสนุก ให้น่าติดตาม ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องพยายามอ่าน (ยกเว้นแนวความรู้วิชาการจ๋าๆ อันนั้นก็ต้องหัดอดทนนิดนึง)
ช่วงหลังเลยคัดหนังสือทิ้งง่ายมาก และชีวิตมีเวลาน้อยเกินไปสำหรับหนังสือที่เขียนไม่ดี
สามเล่มนี้รอด
07/01/2026
“แนะนำคอร์สครูโยคะของหฐราชาโยคาศรมปี 2569 จากศิษย์เก่า - กวางเองค่ะ 😊”
การเรียนคอร์สโยคาจารย์กับอาจารย์ของกวาง (อ.คริส หฐราชาโยคาศรม) ข้อดีอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากการเรียนคอร์สครูที่อื่นคืออาจารย์ทำให้เราเข้าใจว่าการออกกำลังกายที่สมดุลคืออะไร เพราะเป้าหมายการดูแลสุขภาพของที่นี่คือการฝึกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทำยังไงให้เราแก่ช้าที่สุด เพราะโรคภัยหลายอย่างเกิดจากร่างกายที่แก่ ถ้าเราดูแลตัวเองให้แก่ช้าได้ โรคภัยต่างๆ ก็จะเกิดช้าขึ้น
อย่างเมื่อปีก่อนในวันเปิดคลาสโยคาจารย์วันแรก อาจารย์ก็มีพูดถึงเรื่องที่ว่าอาการเจ็บป่วยต่างๆที่เราเป็นอยู่มันก็เกิดจากการใช้ชีวิตของเรา (โรคหลายอย่างเดี๋ยวนี้เกิดจากพฤติกรรม)
ดังนั้นการจะหายจากสภาวะเหล่านี้ได้เราก็ต้องปรับพฤติกรรม ปรับความคิด ปรับทัศนคติ และการใช้ชีวิตของเราทั้งหมด เราถึงจะหาย
ซึ่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้ชีวิตแต่แสนสำคัญเหล่านี้ กวางเรียนรู้จากการอยู่กับอาจารย์และนั่งฟังคลาสบรรยายต่างๆ ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือจากคลาสโยคาจารย์นี่แหละค่ะ
แล้วในการเรียนกับท่านเราก็สามารถสอบถามท่านได้ตลอดเกี่ยวกับทุกเรื่องที่เราสงสัย ท่านก็จะคอยอธิบาย ชี้แนะแนวทาง ทำให้เรามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง
ดังนั้นขอโฆษณาแบบซื่อๆ เลย สำหรับคนที่สนใจการเป็นครูสอนโยคะ หรือสนใจความรู้ศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ศาสตร์อายุรเวท (เรื่องการกินอยู่และการใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย) คลาสโยคาจารย์ของที่นี่เรียกว่าเป็นตักศิลาในด้านนี้เลยละค่ะ
อย่างที่อาจารย์ท่านได้เคยอธิบายไว้ว่าความรู้ภาคปฏิบัตินั้นเราหาเรียนจากที่ไหนก็ได้ เพราะมีสอนอยู่มากมาย แต่ในภาคทฤษฎี (ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของอาจารย์ทั้งในฐานะหมอและในฐานะนักบวชในศาสนาฮินดู) น้อยที่มากที่จะให้ความรู้ในส่วนนี้กับเราได้
และในการเป็นครูสอนโยคะนั้น ความรู้ในภาคทฤษฎีจะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับเรา ช่วยให้เรามีความมั่นใจในการสอน และในการถ่ายทอดความรู้ ซึ่งส่วนตัวกวางเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
พอเรามีความรู้ เรามีความเข้าใจ เราก็มั่นใจที่จะถ่ายทอดมากขึ้น และทุกอย่างก็มาจากการที่เราทุ่มเทเวลาไปนั่งฟังบรรยายของอาจารย์ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตามความสนใจของเรา
สำหรับใครที่กำลังสนใจคอร์สครูโยคะอยู่ หรือสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพแนวองค์รวม ขอแนะนำจากใจเลยค่ะ ความรู้ในคอร์สครูโยคะของที่นี่หาจากที่ไหนไม่ได้เพราะต้องมีความรู้มากกว่าที่จะสอนเรื่องเหล่านี้ได้
🌿 คอร์สโยคาจารย์หลักสูตร 1 ปี 65,000 บาท เริ่มเปิดสอนวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 69 นี้ เวลา 9:00 - 12:00 คอร์สเรียนสิ้นสุดราวๆ เดือนธันวาคม 69 ค่ะ
สอบถามตารางเรียนและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่พี่ปา 081-803-4079
ข้อมูลของศูนย์หฐราชาโยคาศรมและประวัติของอาจารย์ อ่านได้ที่นี่ค่ะ
https://htrjyoga.wordpress.com/ประวัติโดยย่อของอ-อติเท/?fbclid=IwY2xjawPKlpVleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFVRVQzVEJ0anhqMnBtUUZ1c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgqgrEcMQ9OXfPqEzEfphJenUkLeXrZclrGqYJKfcd55jYj5mR3hTBrrm31F_aem_Tq29GI8YgzD9h4oSEiBXhQ
ปล. สำหรับคนที่สนใจคอร์สโยคาจารย์ของที่นี่สามารถหลังไมค์มาพูดคุยสอบถามได้นะคะ ยินดีให้ข้อมูลในฐานะศิษย์เก่าค่าา ❤️
ปล.2 ศูนย์โยคะอยู่ที่รถไฟฟ้าราชเทวีค่ะ
01/01/2026
“งานอดิเรกเติมพลังใจ”
วันนี้อยากมาเล่าอัพเดตให้ฟังถึงความตั้งใจของกวางในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา (กรกฎาคม - ธันวาคม 2025) ที่ได้ลองกลับไปตามหางานอดิเรกที่เหมาะกับเราในวัยผู้ใหญ่ค่ะ
ซึ่งต้องเล่าก่อนว่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้มาจากการที่เราเห็นตัวเองว่าการใช้ชีวิตที่ติดมือถือ โดยเฉพาะการดูสิ่งต่างๆ ในโซเชียลนั้นดูดพลังและดูดวิญญาณของเราอย่างมาก
ช่วงเวลาหลังเลิกงานที่ปกติเรามักเลือกที่จะไถมือถือไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่ามันจะนำพาความสนุกมาให้ ทุกครั้งมักจบลงด้วยจิตของเราที่ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม การนอนหลับที่แย่ลง แล้วความรู้สึกเหมือนถูกดูดพลัง ดูดแรงกายแรงใจทำให้เราไม่ค่อยมีแรงไปทำเรื่องอื่นๆ
พอลองมานั่งนึกๆ ดูว่า แล้วคนยุคก่อนเค้าทำอะไรกันน้อ? มีเวลาว่างเหลือเยอะแยะขนาดนี้ (อยากรู้ว่าว่างหรือไม่ว่างให้ลองไปดูเวลาที่เราเล่นมือถือในแต่ละวันดู แล้วคุณจะพบว่าเราเกือบทุกคนว่าง! ค่ะคุณ 🤣)
พอลองคิดๆ ดูว่าถ้าเราเอาเวลาที่เราติดมือถือไปเริ่มทำงานอดิเรกสักหนึ่งอย่าง ภายในหนึ่งปีเราคงจะเชี่ยวชาญสิ่งนั้นไปแล้วแน่ๆ
เลยเป็นที่มาของการตามหางานอดิเรกเพื่อเติมเต็มชีวิตและเติมตารางเวลายามค่ำคืนเพื่อไม่ให้เรามีเวลาเหลือไปจับมือถือนั่นเองค่ะ
แล้วในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาบางงานอดิเรกก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกวางไปแล้ว และอีกหลายอันก็กำลังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเลยอยากจะเอามาแชร์ให้ฟัง เผื่อจะมีประโยชน์กับคนที่สนใจค่ะ
1. วาดรูประบายสีน้ำ
การเรียนวาดรูปนั้นเป็นเรื่องที่บังเอิญมากๆ ต้องขอบคุณน้องกิ๊ฟ น้องสาวที่เคยเจอกันในคอร์สเรียนที่อยู่ๆ ก็ทักมาถามว่าน้องกำลังจะไปลงเรียนคอร์ส “Daily Sketch 30+ สีน้ำ + พู่กันแทงค์ ของครูหยอย”แล้วมันมีแพคเกจสมัครคู่ได้ลดราคาเลยลองทักมาเผื่อเราสนใจ
พอลงเรียนก็ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่เรากำลังตามหาโดยไม่รู้ตัว คือการเรียนวาดรูประบายสีน้ำสำหรับผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้เน้นเทคนิคมากมายแต่เน้นเติมความสุขให้กับบันทึกของตัวเองในทุกๆ วัน
ซึ่งพอเรียนจบคอร์สสั้นในบ่ายวันนั้นเราก็สามารถใช้สีน้ำและพู่กันแทงค์เป็นได้เลย ซึ่งช่วยเปิดโลกการวาดและการลงสีของเราไปอีกไกลมาก
เพราะก่อนหน้านี้เราเคยลองหัดเขียน Journal แล้วแต่เรารู้สึกว่าการเขียนเรื่องต่างๆ ออกมาด้วยตัวอักษรอยากเดียวมันดูเต็มหน้ากระดาษไปหมด ดูแน่น อึดอัด จนไม่อยากกลับมาดูซ้ำ
ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็พยายามติดสติกเกอร์แต่มันก็ยังรู้สึกไม่สวย ไม่ถูกใจ การทำ Journal ของเราเลยลุ่มๆ ดอนๆ เขียนบ้างไม่เขียนบ้างเพราะมันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่
จนพอมาเรียนวาดรูป ได้ลองลากเส้นเลียนแบบตามแบบฝึกหัดที่ครูให้ ได้ลองลงสีเลียนแบบของครูก็รู้สึกว่าเออ มันก็ไม่ได้ยากนี่นา
หลังจากนั้นเลยเอาการวาดรูปสีน้ำมาใส่ในบันทึกด้วย ทีนี้ละโหหห ภูมิอกภูมิใจ วาดเสร็จแต่ละหน้านี่ก็นั่งมอง นั่งชื่นชม ว่างๆ ก็เปิดดูบันทึกเล่นๆ ชื่นชมผลงานตัวเองไปเรื่อย เลยเป็นความสุขของกวางในช่วงปีที่ผ่านมามากจริงๆ ค่ะ
จากบันทึกที่บางทีมันก็มีเรื่องเซ็งๆ บ้าง มันก็กลายเป็นสดใสสวยงามในทุกหน้ากระดาษ พอเราดูรูปสวยๆ เราก็จะจำได้ว่าวันนั้นเราวาดรูปนี้เพื่อสื่อถึงเรื่องอะไร เป็นการบันทึกที่ช่วยจรรโลงใจและเติมเต็มความสุขขั้นสุดเลยละค่ะ
รูปส่วนใหญ่กวางก็ลอกมาจาก pinterest หรือจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ เลือกวาดอันที่ไม่ยากเกินไปทำเท่าที่ฝีมือของเราพอกล้อมแกล้มไปได้ค่ะ
ใครสนใจไปลองเรียนวาดรูประบายสีน้ำสำหรับผู้ใหญ่ กวางขอแนะนำคลาสของครูหยอยนะคะ ตอนนี้ครูเปิดสอนวันเสาร์ - อาทิตย์อยู่ที่นี่ค่ะ https://www.noonuistudio.com/
2. เรียนกีตาร์
หนึ่งในความฝันที่กวางคิดกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ คือตอนแก่ไปอยากหัดเล่นกีตาร์โปร่ง เพราะเคยเห็นคลิปคุณยายมาลินดาเล่นกีตาร์แล้วร้องเพลงฝรั่งกับน้องหมาในยูทูป แล้วรู้สึกว่ามันดูคูลมากๆ อยากทำได้แบบนั้นบ้าง
แล้วอยู่ๆ วันนึงเมื่อสองปีที่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า เออ งั้นทำไมเราไม่เริ่มตอนนี้เลยล่ะกว่าจะเก่งมันก็ยังอีกนานป่ะ เลยเริ่มไปลงเรียนกีตาร์ค่ะ (โรงเรียนสอนอยู่แค่หลังบ้านเอง ให้ตายเหอะ!)
แต่พอช่วงที่งานยุ่งปีที่แล้วก็ห่างหายการเรียนไป จนไปได้ยินคนเล่นกีตาร์คนนึงพูดประโยคว่า
“เค้าเล่นกีตาร์เพื่อรับใช้อารมณ์”
แล้วตอนนั้นกำลังอยากหาที่ระบายอารมณ์ แล้วก็อยากกลับมาตามหางานอดิเรกอยู่พอดี เลยกลับไปเริ่มเรียนกับครูคนเดิมอีกรอบนึงจนตอนนี้กวางเล่นกีตาร์ + ร้องได้ 2 เพลงถ้วนแล้วค่ะ 😊
แต่มีสิ่งนึงที่กวางค้นพบในการกลับมาตามหางานอดิเรกในวัยผู้ใหญ่คือ เราควรต้องยืนหยัดในจังหวะและเวลาของเราเอง
ถ้าช่วงไหนเรายุ่ง เรามีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ เราก็ต้องจัดสรรเวลาเพื่อทำเรื่องที่สำคัญอันดับแรกๆ ก่อน
ในที่นี้หมายถึงเราอาจจะต้องหยุดคอร์สเรียนเอาไว้สักพักใหญ่ๆ กลับไปนั่งซ้อมเอง กลับไปนั่งฝึกฝนเองไปพลางๆ ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิ์ที่เรามีอย่างเต็มที่ และเราควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เลือกทำหรือไม่ทำได้อย่างสบายใจค่ะ
เพราะการเรียนพวกนี้ในวัยเด็กเราอาจจะมุ่งเรื่องการพัฒนาให้เก่งขึ้น แต่ในวัยผู้ใหญ่สำหรับกวางมันคือกิจกรรมที่ฆ่าเวลาและเติมเต็มความสุข
ถ้าเมื่อไหร่ที่มันข้ามเส้นจากสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกลายไปเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัด เมื่อนั้นเราจะอยากเลิกทันที ดังนั้นการหาจังหวะที่เหมาะสมของตัวเองให้เจอ เพื่อยังคงความสุขและความสนุกของกิจกรรมเอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และค่อยๆ ปรับไปค่ะ
3. เรียนภาษาญี่ปุ่น
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่กวางไม่ได้มีโอกาสใช้มาเกือบๆ 12 ปี ใช้มากสุดคือแค่ตอนไปเที่ยวแต่ภาษาในระดับที่สูงขึ้นที่สนทนาในเรื่องที่จริงจังได้นั้นเรียกว่าเก็บเข้ากรุไปเลยค่ะ ส่วนตัวรู้สึกเสียดายมากๆ เพราะเราตั้งใจเรียนมาเยอะ แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีสิ่งไหนจุดประกายให้เราอยากกลับไปฟื้นภาษาจริงจังสักเท่าไหร่
จนกลับมาทำงานที่บ้านนี่แหละค่ะ ช่วงที่กลับมาทำงานที่บ้านก็มีหลายอย่างที่กวางนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งนี้ วิธีนี้นายเก่าเคยใช้กับเรา นายเคยสอนเรา นายเคยบอกเรา
เหมือนมันค่อยๆ ผุดขึ้นมาแล้วเราก็ค่อยๆ เอาไปลองใช้กับทีมของตัวเอง ซึ่งก็ได้ผลลัพย์ที่ดี ก็เลยนึกขึ้นมาว่าอยากกลับไปติดต่อกับนายเก่าอีกครั้งนึง
สำหรับกวางนายเก่าเป็นเหมือนพี่ชายอ้วนๆ ใจดี (ปัจจุบันนายอยู่ทีมเตะบอลไม่อ้วนแล้วน้า 😆) เลยอยากกลับไปติดต่อด้วยนานแล้ว
จนเมื่อกลางปีที่ผ่านมาเลยลองทักชวนนายเก่าสองคนกินข้าว ซึ่งคนนึงพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง แล้วเราก็พาเพื่อนสนิทเราที่เก่งภาษาญี่ปุ่นไปด้วยคนนึง
ปรากฏว่าเป็นการสนทนากันที่ทุลักทุเลพอสมควร 555 โดยเฉพาะตัวกวางเองที่สื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้แย่ลงมากๆ แบบน่าใจหาย แต่เพราะมีตัวช่วยวุ้นแปลภาษาหลายคนบทสนทนาเลยยังคงสนุกสนานเฮฮา
แล้วนายสองคนก็คือเก่งมากๆ หลายเรื่องที่ได้คุยกันเป็นประโยชน์ทั้งกับชีวิตและการทำงานจนรู้สึกเสียดายว่าถ้าเราสื่อสารได้ลื่นกว่านี้ก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากเค้าได้มากกว่านี้ (และเม้าได้สนุกกว่านี้ด้วยค่ะ)
พอกลับมากวางเลยตั้งเป้าอยากเก่งภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นเพื่อจะได้เม้ามอยกับนายทั้งสองคนได้สนุกขึ้น (เอาจริงๆ แค่กลับไปเก่งเท่าเดิมก็พอใจแล้ว)
ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้กวางก็พยายามเรียนเพิ่มเองด้วยการนั่งแปลนิยายแต่ปรากฏว่ามันไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่เพราะภาษานิยายบางทีเค้าพยายามใช้คำสละสลวยแต่มันไม่ใช่คำศัพย์ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน แล้วก็ไปอ่านเจอว่ามีคนใช้วิธีนี้เหมือนกันแต่ผ่านไปครึ่งปีก็ไม่เก่งขึ้น เลยโอเคเปลี่ยนวิธีค่ะ 55
แล้วในหนังสือที่อ่านคนที่เก่งภาษาคนนั้นเค้าก็ใช้วิธีเอาตัวเองไปเจอ ไปคุยกับเจ้าของภาษาเยอะๆ ซึ่งจะช่วยบังคับให้เราเก่งขึ้นได้ไว กวางเลยลองบ้างค่ะ 😆
เดี๋ยวนี้โลกเราสะดวกมากจริงๆ ค่ะ เราสามารถเลือกเรียนออนไลน์กับครูเจ้าของภาษาได้โดยตรงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลก ว่าแล้วกวางเลยไปลองโหลดแอป italki แล้วก็ลองนัดเรียนสนทนากับครูคนญี่ปุ่นไปครั้งนึงแล้วค่ะ
ครูคนญี่ปุ่นที่กวางเจอน่ารักแล้วก็ใจดีค่ะ เค้ามีถามแบคกราวด์การเรียนของเราแล้วกวางก็ได้รับคำแนะนำที่ดีมากๆ ในการเรียนมาด้วย ซึ่งภาษาญี่ปุ่นของกวางอยู่ในระดับที่สามารถเรียนเองได้แล้ว ครูเลยบอกว่าให้ลองไปทบทวนเอกสารการเรียนเก่าๆ ดูน่าจะดี เพราะเราสอบผ่าน N2 มาแล้ว เอกสารเก่าๆ น่าจะเพียงพอในการฟื้นภาษาค่ะ
กวางเลยได้ฤกษ์ไปรื้อกองเอกสารการเรียนเก่าๆ มานั่งจัดลำดับดูว่าจะเริ่มเรียนจากอะไรก่อนหลัง วิธีนี้เพิ่งลงตัวเมื่อวานเพราะเพิ่งนัดคุยกับครูเมื่อวันสิ้นปีนี้เองค่ะ 555 หลังจากหลงไปนั่งแปลนิยายอยู่ตั้งหลายเดือน ทีนี้ก็คิดว่าคงมีงานอดิเรกให้ทำไปอีกยาวๆ เลยละค่ะ
---
นอกจากงานอดิเรกที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ช่วงท้ายของปีที่ผ่านมากวางก็ลองเปลี่ยนวิธีการทำ Habit tracker ของตัวเองใหม่ จากเมื่อก่อนที่เราต้องบังคับตัวเองให้ทำแต่ละสิ่งอย่างตามตาราง พอเราผ่านช่วงการสร้างรูทีนและสร้างวินัยขั้นต้นมาแล้ว ทุกวันนี้งานอดิเรกของกวางเป็นแบบฟรีสไตล์สุดๆ เลยละค่ะ
อยากทำอะไรก็ทำ วันไหนไม่อยากทำอะไรเลยก็ไม่ต้องทำ เน้นสิ่งที่ทำแล้วเรามีความสุขในทุกๆ วัน เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่เราเลือกทำเองในวัยนี้ควรจะช่วยเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตเรา ไม่ใช่การล๊อกหรือบังคับกดดันตัวเองอีกแล้ว
ซึ่งพอทำแบบนี้แล้วจิตใจก็รู้สึกเบาสบายขึ้น ทำให้เรายังคงสนุกกับทุกกิจกรรมในลิสต์ของเรา แล้วเมื่อเราสนุก เราทำแล้วมีความสุขเราก็จะอยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ เอง
จะว่าไปสิ่งที่ยากที่สุดน่าจะเป็นการคงความสุขของกิจกรรมนั้นๆ ให้อยู่กับเราไปอีกนานๆ นี่ละค่ะ
ว่าแล้วก็ขอตัวไปทำงานอดิเรกในช่วงวันหยุดก่อนนะคะ ❤️
21/12/2025
🌺 อัปเดตคลาสใหม่สำหรับสมาชิกออนไลน์พอดีพอโยคะคลับ ประจำเดือนธันวาคม 2025 ค่ะ
เดือนนี้ในสมาชิกพอดีพอโยคะคลับ เราเพิ่มอีกสองคลาสส่งท้ายปีเก่ากันแบบผ่อนคลายและแข็งแรงค่ะ ✌️
คลาสแรก Hip Strength & Stretch Flow คลาสแบบหฐะวินยาสะหนึ่งชั่วโมงเต็มที่จะพาทุกคนฝึกสร้างความแข็งแรงช่วงสะโพกแต่ก็ผ่อนคลายยืดเหยียดร่างกายแบบเต็มรูปแบบในคลาสเดียวกัน
คลาสสอง Healthy Core Body Flow คลาสนี้สร้างความแข็งแรงแกนกลางลำตัวโดยโยคะและเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมค่ะ
ดูรายละเอียดแต่ละคลาสใต้ภาพได้เลยค่ะ ~
05/12/2025
“แก๊งวันหยุดสดใสๆ”
“ขอบคุณกุ๊กไก่ที่แวะมาเรียนด้วยกันจากขอนแก่นนะคะ 🥰”
“สระบุรีมีแต่ของอร่อย หุหุหุ”
_____
“อดทนกับครูนิดนึงนะคะ กำลังฝึกถ่ายรูปค่ะ 🤣”
🪴 สตูดิโอโยคะกลางเมืองสระบุรี https://maps.app.goo.gl/AoSWFXiY8KyF1Aqy8
🪴 คอร์สโยคะออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้น และผู้ที่ฝึกประจำ ฝึกกับเราได้ที่ www.pordiporyoga.com
ติดต่อพูดคุย
Line:
☎: 096-639-9145
01/12/2025
“เดินออกจากห้องด้วยรอยยิ้มที่สดใส”
“วันนี้คุณออกกำลังกายรึยังคะ?”
_____
🪴 สตูดิโอโยคะกลางเมืองสระบุรี https://maps.app.goo.gl/AoSWFXiY8KyF1Aqy8
🪴 คอร์สโยคะออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้น และผู้ที่ฝึกประจำ ฝึกกับเราได้ที่ www.pordiporyoga.com
ติดต่อพูดคุย
Line:
☎: 096-639-9145
20/11/2025
กลับมาฝึกคีตะลีลาแบ้วว
และค้นพบว่าราวนี้ทำไว้สำหรับคนสูง 170 เท่านั้น เกือบตาย 🤣