UnicityRunners ก๊ฬาทางน้ำชนิดใหม่ที่ลองแล้วจะติดใจ

23/11/2020

#วิ่งประหยัดพลังงาน หรือ Running Economy (RE) คืออะไร???

อยากพิชิตสนามทางไกล สิ่งนี้ คือ ต้องหาทำ !!! 😁

ลองนึกๆ นะคะ จะดีไหม หากเราวิ่ง ระยะทางเท่ากัน เร็วเท่ากัน แต่ร่างกายใช้พลังงาน หรือสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่าในเวลาเท่ากัน !!!

เหมือนรถยนต์ ก็ต้องเรียกว่า "รุ่นประหยัดพลังงาน"

แน่นอน มันช่างจะดี ยอดเยี่ยม เป็นที่ปรารถนา 👏

---------------

ตัวอย่าง คนสองคน ปัจจัยต่างๆ เท่ากันทุกประการ อายุ เพศ ระยะทางการฝึกซ้อมต่อสัปดาห์ VO2max ก็เท่า !!!

นาย A จบมาราธอน ด้วยเวลา 4 ชม. แบบเหลือๆ วิ่งต่อได้สบายๆ ไม่เมื่อยล้า

นาย B จบด้วยเวลา 4 ชม. เช่นกัน แต่พลังงานทุกอย่าง หมดลงที่หน้าเส้นชัย และเกือบๆ จะชนกำแพง ตั้งแต่ 35 กม.แล้ว

แน่นอนเราอยากเป็น นาย A ✅

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในห้องปฏิบัติการ Running Lab เป็นที่ประจักษ์มานานแล้วว่า ...

ปัจจัยที่บ่งบอกความสำเร็จของนักวิ่งระยะทางไกลได้ดี นั้นไม่ใช่ VO2max ❌❌

แต่คือ "การมี RE / Running economy ที่ดี" ✅✅

ใครขิงๆ VO2max ให้ลืมไปเลยนะ อาจไม่ชนะในสนามทางไกล เท่ากับคนมี RE ที่ดี

---------------

หากทุกท่านยังจำภาพ ของการทำลายสถิติ sub 2 marathon ของ Eliud Kipchoge ใน INEOS 1:59 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียได้

สิ่งที่มีส่วนอย่างมาก ที่เอเลียดเองก็เอ่ยปากถึง ว่าเขาไม่มีทางทำสำเร็จหากปราศจากซึ่งทีมงาน ที่สมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ทีมงาน สนับสนุนให้แก่เอเลียด คือ การทุ่มเทศึกษาวิธีการ ทุกวิถี ที่จะทำให้วิ่งได้อย่างประหยัดพลังงานที่สุด !!!

- สนามพื้นราบที่สุดที่ทำได้
- กระแสลมน้อย
- อุณหภูมิเหมาะสม
- pacers ที่ตั้งขบวนแบบได้เปรียบเชิงกลศาสตร์ aerodynamics
- อุปกรณ์ช่วยเหลือ ในที่นี้คือ รองเท้า ที่มีการประหยัดพลังงานในความเร็วที่เท่ากัน (% ของรองเท้า นั้นคือ RE ประหยัดไปกี่ % ซึ่งมีความหมายต่อการทำสถิติของเหล่าอีลีท)

ซึ่งเหล่านี้คือ " #ปัจจัยภายนอก"

ซึ่งแท้จริงแล้ว การฝึกฝนให้มี Running economy ที่ดี ต้องเริ่มจาก #ปัจจัยภายใน ก่อน นั่นคือเริ่มที่ตัวผู้วิ่ง 🏃‍♀️🏃‍♂️

---------------

อะไร ที่ส่งผลต่อการมี Running Economy ที่ดี ของบุคคล

- การฝึกวิ่ง ท่าวิ่ง
- การพักผ่อน
- โภชนาการ
- ตารางการฝึกซ้อม รวมถึงการฝึกชนิดอื่นๆ กลุ่มครอสเทรนนิ่ง

---------------

1. การฝึกวิ่ง ท่าวิ่ง 🏃‍♀️🏃‍♂️

● No overstride คือไม่ก้าวล้น ศูนย์ถ่วงลำตัว ลองคิดถึงการก้าวล้น เราต้องออกแรงด้วยกล้ามเล็กเพื่อดึงตัวให้ผ่านพ้น CG แค่นี้ก็เสียพลังงานแล้ว เทียบกับผู้ไม่โอเวอร์ ลีนลำตัวพอดี ได้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงดึงตัวไปด้านหน้า ที่เหลือคือกล้ามบางส่วนออกแรงผลักให้ไปเร็ว

(อ่านเรื่อง Overstride ต่อที่บทความเดิมนี้ได้) https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=602683573876014&id=285739865570388

● Compact arm swing มีส่วนช่วยผลักดันตัวไปด้านหน้า ไม่เป็นที่ขัดขวาง สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ

● Cadence (รอบขา) ที่เหมาะสม หมุนรอบอย่างเป็นจังหวะสอดคล้องการหายใจ ที่ไม่เหนื่อยหอบ คนเราจะมีรอบธรรมชาติของตนเอง ซึ่งคำแนะนำอยู่ที่ประมาณ 165-180 รอบ/นาที

● Quick turn ดึงเท้ากลับไว ไม่ลากสัมผัสพื้นนาน นอกจากช่วยเพิ่มความเร็ว ยังลดการสูญเสียพลังงานไปกับพื้นผิว ... ซึ่ง quick turn ที่ดี มักได้จากการดริลต่างๆ และการซ้อม stride ระยะสั้น หรือ interval (ไม่ลงรายละเอียดที่นี้)

● No bouncing วิ่งไม่กระเด้ง หากมองข้างลำตัว ยึดสักจุดของร่างกายเป็นหลัก เช่น ใบหู ... การเคลื่อนตัวไปด้านหน้า โดยอวัยวะนั้นเคลื่อนไปเป็นเส้นตรง ไม่โยกเป็นคลื่น หรือน้อยที่สุด ก็จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานในแนวดิ่ง (vertical move)

● Good aerobic capacity หรือ Aerobic endurance บางทีเราจะเรียกสั้นๆ ว่าการซ้อม eudurance ... การแลกเปลี่ยนก๊าซของปอดที่ดี เหล่านี้ฝึกได้จากหลายทาง ไม่เฉพาะการวิ่ง เช่น ปั่น คาร์ดิโอ ว่ายน้ำ วิ่งยาวช้าๆ เป็นต้น เมื่อระบบแอโรบิกดี ผสานเข้ากับร่างกายที่ใช้พลังงานน้อยกว่า แน่นอนการวิ่งทางไกล ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น !!! ✌ โคตรดี ฟินนนน !!!

อ่านเรื่อง Endurance จากโพสต์เดิมได้ตรงนี้
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=768148767329493&id=285739865570388

---------------

2. การพักผ่อน 😴😪

- จำเป็นอย่างมากกกก 😄 หลายท่านรู้ ว่าการพักผ่อนเป็นหนึ่งในตารางซ้อม (แต่ไม่ใช่พักยาว แบบหยุดไปเลยเป็นเดือนนะ 😅)

- การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ส่งผลถึงสมรรถนะ ในการวิ่งแต่ละครั้ง

- กล้ามเนื้อหลังฝึก ที่ยังไม่ผ่านพ้นระยะฟื้นฟู (recovery) จะต้องการใช้พลังงานสูง กว่ากล้ามเนื้อที่สดใหม่ ในการวิ่งระยะเท่ากัน หรือเวลาเท่ากัน สังเกตุได้ง่ายๆ คือ หอบเหนื่อยเร็วขึ้น HR ขึ้นกว่าปกติ

---------------

3. โภชนาการ 🍝🥩💦

- แน่นอนต้อง 5 หมู่ และน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

- ร่างกายจะฟื้นฟูได้ดี ต้องการน้ำอย่างเพียงพอต่อการขนถ่ายของเสีย การเผาพลาญ การฟื้นฟู ... เพศชายวันละ 3.7 ลิตร หญิง 2.8 ลิตร เป็นต้น (อ้างอิง U.S. national academies' of Science, Mayo clinic) ไม่รวมการออกกำลังกายที่เสียเหงื่อ อันต้องทดแทนในปริมาณเพิ่มขึ้น

- โปรตีนดี ต้องเติมให้ทัน กล้ามเนื้อที่กำลังฟื้นตัว ต้องเติมโปรตีนดี เพื่อพัฒนาเซลล์ให้มีแหล่งขุมพลังสูงขึ้น นั่นคือ Mitrochondria และ Golgi apparatus ... คำแนะนำคือ 1-2 กรัม/ น้ำหนัก กก./ วัน (ขึ้นกับความเข้มข้นการฝึกซ้อม)

- คาร์บ เชิงซ้อน เป็นเพื่อนรัก ปริมาณแต่ละบุคคลแตกต่าง แล้วแต่วัตถุประสงค์อีกด้วย เช่น ช่วงใกล้เรซแข่ง ปริมาณความต้องการจะสูงขึ้น กว่าช่วงที่ต้องการลดน้ำหนักตัว ... แต่ให้เน้นเลือกคาร์บเชิงซ้อน ที่มีเส้นใย อิ่มง่าย ใช้พลังงานในการย่อยช้าๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ... หลีกเลี่ยงน้ำตาลเชิงเดี่ยว (ซึ่งมักใช้เร็วๆ ในพวกอาหารให้พลังงาน ในสนามแข่ง เพื่อเติมพลังงานระยะสั้น) แต่ระหว่างวันทั่วไป คาร์บเชิงเดี่ยวจะกลายเป็นพลังงานส่วนเกินได้ง่าย จึงควรทานแต่พอดี (เข้าใจง่ายๆ ก็คือพวกขนม สำเร็จรูป น้ำตาลทราย นั่นเอง)

- วิตามิน เกลือแร่ มีหลากหลายชนิด ที่แนะนำทานในปริมาณอันเหมาะสมต่อวัน อาจมุ่งเน้นกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ เพื่อเร่งการฟื้นฟูร่างกาย (วิตามินเอ อี ซี)

---------------

4. ตารางการซ้อมอื่นๆ 🏋️‍♀️🧘‍♀️🏊‍♂️

- ควรใส่ครอสเทรนนิ่ง (Cross training) ในตาราง เพื่อเสริมสมรรถนะการวิ่ง

- วิ่งอย่างเดียว อาจไม่พบทางขุดศักยภาพ หรือพัฒนา RE ให้ดีขึ้น คือพัฒนาไปถึงทางตัน

- กล้ามเนื้อ ข้อต่อ ที่ล้าจากการวิ่ง มักมีการยึดติด รั้งองศาการเคลื่อนไหว ... ขยับไปไม่สุด ... ซึ่งการครอสเทรนด้วยกีฬาที่ได้ยืดเหยียด เช่น โยคะ, body conditioning แบบต่างๆ, การกายภาพแบบ Pre-hab ล้วนมีส่วนช่วยด้านนี้

- เมื่อพัฒนา Mobility ดี การใช้พลังงานในหน่วยที่เท่ากัน ย่อมก้าวไปได้ไกลกว่า สุดกว่า หรือทนทานกว่าในเรซทางไกล

- วิ่งเฉยๆ กล้ามที่ทำงานซ้ำมานาน บางครั้งฟื้นไม่ทัน จะกลายเป็นอ่อนล้า (weakening) การสร้างความแข็งแรงและมวลกล้าม ด้วยเวทเทรนนิ่ง ในจุดที่ต้องใช้ หรือจุดที่อ่อนล้า ย่อมช่วยได้แน่นอน ... นั่นคือ Strength ด้วย resistive training การออกกำลังกายต่อกล้ามจำเพาะมัดแบบมีน้ำหนัก

---------------

เห็นไหมคะ กว่าจะมี RE ที่ดีได้ เยอะสิ่งมาก แต่แน่นอน ถ้าเราอยากวิ่งฉิว สบายตัว PB ก็มา ไม่เหนื่อยล้า ติดกำแพง ... เหล่านี้คือ สิ่งที่ควรทำ !!!

บ่ใช่ เอาแต่วิ่งๆ เด้อ 😊✌

---------------

ด้วยรัก

ว่าไปแอดเอง ก็ต้องเพิ่มตารางการซ้อมบางชนิดเข้าไปบ้างเช่นกัน เพื่อรองรับเรซ 100 ถนน ที่กำลังจะมาถึง ... สู้โว้ย



©️ #วิ่งดิหมอ 22.11.2020

12/11/2020

รากของ...คนจีน

ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งที่กรุงปักกิ่ง

ชาวจีนกลุ่มหนึ่งมาร่วมงานในฐานะเจ้าบ้าน คณะแขกในงานคือชนชั้นสูงที่ส่วนใหญ่เป็นวงศาคณาญาติของเครือราชวงศ์ในแถบประเทศยุโรป แขกทุกคนล้วนมีการศึกษาสูงและกิริยามารยาทในสังคมดีเลิศทั้งนั้น

แต่เบื้องหลังแต่ละคนล้วนซ่อนความหยิ่งยโสไว้เกือบทุกคน อาจเป็นเพราะงานคืนนั้นเป็นงานเลี้ยงส่งคณะผู้มาเยือนเป็นคืนสุดท้าย แต่ละคนอาจดื่มหนักไปหน่อย เลยพูดจาค่อนข้างปล่อยวางตามอำเภอใจ และแล้ว ก็มีฝรั่งท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า

"ขอทราบเหตุผลหน่อย ทำไมปีนักษัตร 12 ราศีของจีน จึงมีแต่พวกหมู หมา กา ไก่มาเป็นตัวสัญลักษณ์ ไม่เห็นจะเหมือนของพวกเราเลย ล้วนฟังดูดีมีสกุล เช่น กลุ่มดาวคนยิงธนู กลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวแมงป่อง ไม่รู้บรรพบุรุษพวกคุณเอาส่วนไหนของร่างกายมาคิดตั้งราศีบ้านๆพวกนี้ออกมา"

พอพูดจบ ก็เป็นเสียงฮาเฮของเหล่าฝรั่งหัวแดง พร้อมชนแก้วดื่มกันสนั่นหวั่นไหว ความเป็นผู้ดีหายไปในชั่วพริบตา

เมื่อถูกเขาเจริญพรถึงบรรพบุรุษกันขนาดนี้ จะเถียงเขาอย่างไรดี จะทุบโต๊ะแสดงความไม่พอใจก็ย่อมจะทำได้ แต่อาจเพราะยังตั้งหลักไม่ทัน ต่างคนต่างยังเก็บความเคืองแค้นด้วยความเงียบ แต่แล้วก็มีชาวจีนท่านหนึ่งลุกขึ้นยืน แล้วใช้น้ำเสียงอันราบเรียบที่สุภาพพูดขึ้นว่า

"ท่านทั้งหลาย บรรพบุรุษของพวกเรามักยืนอยู่บนฐานแห่งความเป็นจริง ปีราศีของพวกเราจับกันเป็นคู่ๆ หมุนเวียนกันหกรอบ แสดงถึงความหวังและความต้องการของบรรพบุรุษของเราที่มีต่อพวกเราทุกคน"

ในเวลานั้น เสียงฮาเฮเริ่มค่อยๆเบาบางลง แต่สีหน้าของชาวต่างชาติแทบทุกคนยังคงแฝงไว้ด้วยแววตาที่เย้ยหยัน

"ราศีคู่แรก คือหนูและวัว หนูคือตัวแทนของความเฉลียวฉลาด วัวคือสัญลักษณ์ของความขยัน หากคนเราฉลาดแต่ขี้เกียจ ก็ไปไม่ได้ไกล แต่ถ้าขยันแล้วแต่ไร้หัวคิด ก็กลายเป็นไอ้โง่ สองสิ่งนี้ต้องบวกกันเป็นหนึ่ง ก็คือคนฉลาดที่ขยัน นั่นคือสิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่บรรพบุรุษคาดหวังในตัวพวกเรา"

"คู่ที่สองคือเสือและกระต่าย เสือมีความกล้าหาญเต็มร้อย กระต่ายมีความระมัดระวังเป็นคุณสมบัติประจำตัว ความกล้าบวกกับความระมัดระวัง ถึงจะเรียกว่าคนใจถึงแต่รอบคอบ หากมีแต่ความกล้า มันคือความมุทะลุ หากมีแต่ความระแวดระวังเกินกว่าเหตุ มันคือความขี้ขลาด"

คนจีนผู้นั่นมองกลุ่มฝรั่งนิดนึง แล้วพูดต่อเพื่อรักษามารยาทอันดีงาม
"บางครั้งอาจเห็นพวกเรามักนิ่งเงียบ คงจะกำลังครุ่นคิด จงอย่าเข้าใจว่าพวกเราไม่มีความกล้าซ่อนอยู่"

"คู่ที่สามคือมังกรและงู (งูใหญ่และงูเล็กของไทย) มังกรคือความแข็งแกร่ง งูคือความพริ้วไหว ชีวิตที่แข็งทื่อเกินไปอาจต้องเผชิญกับการแตกหัก "ยอมหักไม่ยอมงอ"จึงอาจไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป แต่พลิ้วไหวไปก็ไร้จุดยืน เพราะฉะนั้น ในความแข็งแกร่งต้องมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ผู้ใหญ่ท่านสอนไว้แบบนี้"

"ชุดต่อไปคือม้าและแพะ ม้ามุ่งตะลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว แพะคือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน หากคนเราเอาแต่ลุยไปข้างหน้า ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง คงต้องกระทบกระทั่งเขาไปทั่ว หนทางสู่จุดหมายปลายทางคงทุลักทุเลน่าดู แต่ถ้ามีแต่ความอ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย สุดท้ายต้องหลงทางแน่นอน สองสิ่งนี้ต้องรวมกัน เส้นทางสู่จุดหมายจึงจะราบเรียบ"

"คู่ต่อไปคือลิงกับไก่ ลิงมีความว่องไว ไก่ขันตามเวลาทุกเช้า มันคือความแน่นอน ความว่องไวที่ปราศจากความแน่นอน เขาเรียกว่าความวุ่นวาย ความแน่นอนแต่เชื่องช้าเกินเหตุ อันนี้ชีวิตอับเฉาไร้รสชาติ ชีวิตต้องดำเนินไปด้วยความสมดุลย์ของสองสิ่งนี้ แล้วชีวิตจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น"

"คู่สุดท้ายคือสุนัขและสุกร สุนัขมีความซื่อสัตย์สูงสุด สุกรว่านอนสอนง่ายที่สุด คนเราถ้าซื่อตรงจนเกินไป ไม่รู้จักผ่อนกฏผ่อนเกณฑ์กันบ้าง จะสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว หรืออาจเครียดเกินเหตุ แต่หากหัวอ่อนไป ก็จะไม่มีบรรทัดฐานของตัวเอง ลู่ไปตามลม คงไม่ดีแน่ แต่การรวมกันของสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ความสมดุลย์จะเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา"

พออธิบายที่มาของสิบสองราศีจนครบถ้วน ชาวจีนผู้นั้นจึงถามชาวยุโรปว่า

"คงต้องขอทราบว่า สิบสองราศีของพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาวแมงป่อง คนแบกหม้อ คนยิงธนู มีความหมายต้องการจะสื่ออะไรหรือเปล่า แล้วที่บรรพบุรุษพวกคุณคัดสรรพวกนี้ออกมา ต้องการหรือคาดหวังอะไรจากพวกคุณบ้าง ช่วยชี้แนะด้วยครับ"

มีแต่ความเงียบ ไม่มีคำตอบ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจแรงๆ

ชาวจีนที่อาสาเป็นผู้อธิบายถึงความหมายและที่มาของสิบสองราศีท่านนี้ ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศจีน ที่ชื่อว่า "โจว เอิน ไหล"

"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง

29/06/2020

“แก้ปวด” ที่ต้นเหตุ ด้วยสารอาหาร
=============================

ได้เคยอธิบายว่าแท้จริงแล้วความปวด( pain) เป็นกระบวนการป้องกันตัวของร่างกายเอง โดยการหลั่งสารเคมี(บางคน เรียกว่าสารคัดหลั่ง( Inflammatory mediators) ไหลเวียนไปเตือนเซลล์ที่เกี่ยวข้องให้พยายาม ป้องกัน หลีกเลี่ยง หลีกหนี จากศัตรูแปลกปลอมที่บุกรุกเข้ามาทำร้าย สารเหล่านี้มีหลายชนิดเช่น interleukin , cytokines, leukotrienes เป็นต้น หลังจากเซลล์ที่ถูกบุกรุกได้รับสารคัดหลั่งเหล่านี้ก็จะแสดง “ปฏิกิริยาการ อักเสบ” ขึ้นมาล้อมกรอบเพื่อจำกัดให้การบุกรุกอยู่เฉพาะภายในขอบเขตที่กำหนด ไม่ให้ขยายตัวออกไปที่อื่นๆ

ลักษณะอาการที่สำคัญของ“ปฏิกิริยาการ อักเสบ” ก็คือ บวม, แดง, ร้อน, ปวด

หากร่างกายเรามีปฏิกิริยาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เรื้อรัง ก็กลายเป็น “สนิมเนื้อใน” คือปฏิกิริยาการอักเสบนั่นแหละทำร้ายและทำลายร่างกายเองมากขึ้น ปวดเรื้อรัง ตราบเท่าที่ต้นเหตุแห่งการอักเสบยังไม่ได้ถูกกำจัด ออกไป

ลองทบทวนเปรียบเทียบอีกครั้งก่อนที่จะไปพูดถึงสารอาหารว่าแก้ปวดได้อย่างไร?
1. ยาแก้ปวดกลุ่มสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซน ทำงานโดยกดทับการสร้างสารคล้ายฮอร์โมนพร้อสต้าแกลนดิน leukotrienes และเอ็นไซม์ COX-2

2. ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)เช่นแอสไพริน ไอบูโพรเฟน ทำงานโดยกดทับการสร้างสารprostacyclin และกดทับการทำงานเอ็นไซม์ COX-1และCOX-2

3. พาราเซตตามอลหรือ acetaminophen ออกฤทธิ์ไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร Opiods (ออกฤทธิ์คล้ายฝิ่น)ออกมาทำให้ไม่รู้สึกปวด

จะเห็นว่ายาที่สังเคราะห์โดยมนุษย์นั้นทำงานโดยออกฤทธิ์กดทับ บังคับ กลไกปกติของร่างกาย โดยไม่ได้แก้ไขต้นเหตุที่แฝงตัวอยู่แต่อย่างใด(underlying causes)
แต่ตรงข้ามกับสารอาหารจะเข้าไปแก้ไข, รักษาการอักเสบให้สามารถกำจัดต้นเหตุออกไปจนในที่สุดอาการปวดปลายเหตุลดหายไป

ลองมาดูสารอาหารที่มีสรรพคุณ รักษาการอักเสบ แก้ปวด ดูบ้าง

A) Fish Oil 2,000 mg + Primrose Oil 1,000 mg( หรือ Borage Oil )ทานหลังอาหาร เพราะกรดน้ำดีที่ใช้ย่อยไขมันจะหลั่งออกมาต่อเมื่อมีอาหารผ่านเข้าไปในลำไส้เล็ก Fish Oil ซึ่งเป็นไขมันโอเมก้า-3มีคุณสมบัติตามธรรมชาติที่ร่างกายนำไปใช้สร้างสารคล้ายฮอร์โมนพร้อสต้าแกลนดิน-3 ส่วนกรดไขมันแกมม่าไลโนลิอิคใน Primrose Oil หรือ Borage Oilมีคุณสมบัติสร้างสารคล้ายฮอร์โมนพร้อสต้าแกลนดิน-1

สารคล้ายฮอร์โมนทั้งสอง( Pg-1 และ Pg- 3 )โดยธรรมชาติร่างกายใช้ในการปรับสมดุลกับพร้อสต้าแกลนดิน-2 (เพราะ Pg-2ทำให้มีอาการอักเสบ และปวด) สิ่งที่แตกต่างระหว่างยากับอาหารก็คือ สเตียรอยด์ไปกดไม่ให้ร่างกายสร้างพร้อสต้าแกลนดิน และยากลุ่ม NSAIDs เข้าไปกดทับการทำงานเอ็นไซม์ COX-1และCOX-2 ขัดขวางไม่ให้พร้อสต้าแกลนดิน-2ทำงานได้ แต่ Fish Oil + Primrose Oil ( หรือ Borage Oil )เข้าไปสะเทิน ลดบทบาท ปรับสมดุลพร้อสต้าแกลนดิน-2 พร้อมๆกับแก้ไขการอักเสบ ดังนั้นการลดปวดจึงอาจไม่หวือหวาทันอกทันใจ กินปุ๊บ หายปั๊บ เพราะไม่ได้เข้าไปกดทับเอ็นไซม์หรือสารคล้ายฮอร์โมนแบบบีบบังคับ แต่ใช้วิธีรักษาการอักเสบให้ Pg-1 และ Pg-3 แก้ไขการอักเสบที่Pg-2 ก่อให้เกิดขึ้น เมื่อการอักเสบลด ความปวดก็ลด ทุกอย่างลดแบบธรรมชาติพร้อมกับบำรุง ผนังหุ้มเซลล์ เส้นเลือด และปลายประสาทในคราวเดียวกัน

B) ขมิ้น ขมิ้นเหลือง ที่ใช้ปรุงอาหาร เครื่องแกง ทำงานเช่นเดียวกันกับยา NSAIDs ชนิดใหม่ราคาแพงๆเช่นยา Vioxxหรือ Celebrex โดยไปกดการทำงานของทำงานเอ็นไซม์ COX-2อย่างอ่อนๆ แต่ไม่กดการทำงานของ เอ็นไซม์ COX-1 ทั้งยังมีคุณประโยชน์อีกสองด้านคือลดการอักเสบ และต่อต้านอนุมูลอิสระไปในตัว

C) น้ำผลไม้คั้นสดที่มีน้ำตาลปริมาณต่ำๆโดยเฉพาะน้ำผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย เช่นราสพ์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบลคเบอร์รี่ อะซายอีเบอร์รี่ เพราะสารโพลีฟีนอลในน้ำผลไม้คั้นมีสรรพคุณลดการอักเสบได้

D) อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า3ปริมาณมากๆเช่น เนื้อปลา เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง ไข่ไก่ที่มีโอเมก้า3สูง อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า9 เช่นน้ำมันมะกอกชนิดExtra Virgin Oil เพราะมีโพลีฟีนอลลดการอักเสบได้

E) หอมแดง กระเทียม

F) สารสกัดจากHops( Hops extract) 1,500 mg ออกฤทธิ์ได้เกือบเทียบเท่า ibuprofen โดยลดการทำงานของเอ็นไซม์ COX-2แต่ไม่กดการทำงานของเอ็นไซม์ COX-1เหมือน ibuprofen จึงไม่กัดกระเพาะและลำไส้

G) สารสกัดจากสมุนไพรอินเดีย Ashwaganda extract 1,000 mg ออกฤทธิ์ลดการอักเสบและแก้ปวดได้มากกว่าสเตียรอยด์

H) Glucosamine เป็นสารธรรรมชาติที่ร่างกายต้องใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างกระดูกอ่อน เพื่อซ่อมแซมกระดูก เส้นเอ็นที่สึกหรอลงไป ดังนั้นคนที่มีปัญหาไขข้อเสื่อมเพราะร่างกายได้รับ สารอาหารที่มีกลูโคซามีนไม่พอเพียง การกินยาแก้ปวดข้อจึงไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุของการอักเสบเรื้อรัง กลูโคซามีนที่นิยมเพราะให้ผลดีคือ glucosamine hydrochloride ผสมกับ Chondroitin Sulphate

สรุปก็คือ
บรรดายาแก้ปวดทำงานโดยไปกดทับให้ปฏิกิกริยาป้องกันตัวเอง(การอักเสบ)ไม่ทำงาน การทานติดต่อกันนานๆเข้า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงผิดเพี้ยนไป จนทำงานไม่ได้เอง( เหมือนคนไม่ได้เดินเป็นปีๆ จนแข้งขาลีบ เดินไม่มีแรง)
แต่สารอาหารที่มีสรรพคุณรักษา แก้ไขการอักเสบ นั้นไม่ได้เขาไปแก้ปลายเหตุของความปวด แต่เข้าไปกำจัดที่รากเหง้า (Underlying cause ) สลายการอักเสบ เป็นต้นทาง แล้วจึงสลายความเจ็บปวดในปลายทาง
อยากหายปวดแบบทันใจ แบบชั่วคราว แต่พ่วงด้วยโรคร้ายสารพัด จน ตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ หัวใจ พัง
หรือ อยากหายปวดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หายขาด แถมด้วยการบำรุงเซลล์ บำรุงเลือด บำรุงประสาท ก็เลือกเอาตามใจนะ

29/06/2020

To make it in today's world of rapid changes and uncertainties, successful business leaders like Jeff Bezos prove it's better to be a generalist, rather than a specialist.

วิ่ง ปั่น ต้องมีระยะห่างทางสังคม Social distancing อย่างไร ถึงจะปลอดภัยจาก Covid-19
09/04/2020

วิ่ง ปั่น ต้องมีระยะห่างทางสังคม Social distancing อย่างไร ถึงจะปลอดภัยจาก Covid-19

ที่อยู่

Trakan Phut Phon
34130

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ UnicityRunnersผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์