03/10/2021
รอบนี้กูขอโทรไปสมน้ำหน้ามึงหน่อยนะคูมัน 🤣
ครั้งหนึ่งคูมันโทรบอกซัวเรซว่าเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมที่บาร์เซโลน่า
หนึ่งปีถัดมา….
NHÓM TELEGRAM: https://t.me/hay88008
FANPAGE: https://www.facebook.com/hay8866/
03/10/2021
รอบนี้กูขอโทรไปสมน้ำหน้ามึงหน่อยนะคูมัน 🤣
ครั้งหนึ่งคูมันโทรบอกซัวเรซว่าเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมที่บาร์เซโลน่า
หนึ่งปีถัดมา….
29/09/2021
ให้ตายเหอะไม่อยากเชื่อเฮียชอบบบบ !!!
- บุกมาเยือน เบร์นาบิว ด้วยการเป็นรองในทุกๆ แง่มุมของเกม ไมว่าจะกองเชียร์ คุณภาพของนักเตะ รวมไปถึงขนาดของทีม
- จากทีมที่ถูกมองว่าจะเป็นทีมแจกแต้มของกลุ่มกลับกลายเป็นทีมที่เอาชนะยากใน 2 นัดแรก
- บุกยิง เรอัล มาดริด ถึงสนามด้วยการยิงเข้ากรอบแค่ครั้งเดียวในครึ่งแรก
- แม้จะเสียประตูแรกในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ประตูที่เสียมาจากลูกจุดโทษ
- ยิงประตูชัยในนาทีที่ 89 ยัดเยียดความพ่ายแพ้ในการคุม เรอัล มาดริด เป็นเกมแรกอย่างเป็นทางการของ อันเชล็อตติ
- เก็บชัยชนะ 2 นัดติด แบบไม่มีใครคาดคิด
เชอร์รีฟ ทิราสปอล์ ทีมเล็กๆ จาก มอลโดวา กับหนึ่งในชัยชนะที่พลิกล็อคมากที่สุดเกมหนึ่งใน แชมเปี้ยนส์ลีก
22/09/2021
แบบนี้นี่เอง
- เธอเคยไม่ชอบขี้หน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สมัยที่อยู่ ยูเวนตุส
- ตอนนั้นหลังจบแมตช์กับ ยูเวนตุส เธอต้องกลับบ้านช้า สาเหตุมาจาก โรนัลโด้ ยังไม่ยอมออกจากสนาม เพราะต้องวิ่งวอร์มดาวน์
- เธอเข้าไปบอกกล่าว แต่ โรนัลโด้ ไม่สนใจ เธอคุยกับโค้ช แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เธอรู้สึกไม่ชอบเขาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
- เวลาผ่านไป โรนัลโด้ กลับมาที่สนามเดิมกับสังกัดใหม่ แต่เธอยังอยู่ เธอยังเคืองเขาไม่หาย
- จนกระทั่งวินาทีที่ลูกยิงในช่วงซ้อมพุ่งโดนหัวเธอ แล้ว โรนัลโด้ แสดงความห่วงใยเธออย่างเต็มที่ เขาจับมือเธอ เขาถามเธอว่าเป็นอะไรมั้ย
- วินาทีนั้นเธอบอกว่าความเกลียดชังในตัว โรนัลโด้ มันหายไปหมด เธอเปลี่ยนความคิด เธอรู้สึกว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษที่รู้จักขอโทษ และห่วงใยคนรอบข้าง
- นับจากวันนั้นเธอบอกว่าเธอกลายเป็นแฟนคลับอันดับ 1 ของ โรนัลโด้ และจะติดตามผลงานของดาวเตะคนนี้ตลอดไป
มาริซ่า โนบิเล่
เจ้าหน้าที่สาวที่โดนลูกยิงของ โรนัลโด้ ❤❤
19/09/2021
ไปให้สุดทางนะไอ้หนุ่มเฮียก็เชียร์เอ็งอยู่ 🤟
"นิ้วผมมีไม่พอจะนับจำนวนสโมสรที่ปฎิเสธผมหรอก ตอนนั้นผมพร้อมจะเลิกเล่นฟุตบอลแล้ว และไปมดสอบฝีเท้าด้วยเงินที่มีแค่ค่าตั๋วตอนไปเท่านั้น ซึ่งถ้าผมทำไม่ได้ ผมก็ไม่มีเงินแม้แต่กลับบ้านของตัวเอง"
- เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อเป็นช่างสกัดหิน แม่เป็นพนักงานทำความสะอาด
- มีเพื่อนๆ แถวบ้านส่วนใหญ่เป็นแก๊งอันพาล ค้ายาเสพติด แต่ตัวเขาเลือกที่จะขายไอศรีมแทนเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดี
- ตอนอายุ 14 เคยโดยแก๊งยาเสพติดเอาปืนจ่อหัวหลังถูกคิดว่าเข้าไปแย่งอาณาเขตขายยา
- เคยแสดงความดีใจแบบสุดๆ หลังมีชื่อติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่
- ผิดหวังกับ โคปา อเมริกา 2020 หลังทำได้แค่รองแชมป์ โดยที่ บราซิล เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะว่าไปแล้วผลงานส่วนตัวของเขาก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ทำได้แค่ประตูเดียวเท่านั้นจาก 7 นัดที่ลงสนาม
- พาทีมชาติบราซิลชุดโอลิมปิกคว้าเหรียญทองด้วยการทำไป 5 ประตู 1 แอสซิสต์ และคว้าดาวซัลโวของรายการ
ริชาร์ลิซอน
17/09/2021
ไปอ่านหนังสือและวิเคราะห์ตามกัน
: เมื่อคุณไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดที่ผ่านมาเลย by โยอันน์
..ผมเริ่มต้นบรรเลง เดอะ คอลัมน์ หนนี้หลังเกมจบลงไปแล้ว 1-2 วันตามสเต็ป เพราะผมไม่ได้ต้องการความเร็วที่จะต้องไปเรียกยอด Like แข่งกับใคร แต่ผมต้องการมีเวลาดูย้อนหลังหลายๆ ครั้งแบบเต็มเกมตามแบบฉบับการทำงานของผมเพื่อตกผลึกมันออกมาให้ได้มากที่สุด โดยปราศจากอารมณ์ และมองตามหลักเหตุผล
..ที่น่าแปลกคือ หลังความปราชัยที่แดนนาฬิกา ผมกลับไม่มีอาการโมโห หงุดหงิด หรือ โกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด แถมผมกลับมองเป็นเรื่องตลกเสียด้วยซ้ำว่า "คนบางคน" ไม่เคยเรียนรู้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเองเลยอยู่ร่ำไป และเมื่อไหร่ "ความสำเร็จ" จะมาบรรจบ
..ผมคิดเสมอตลอดช่วง 3-4 นัดที่ออกซองฤดูกาลนี้ด้วยการไม่แพ้มาเลยว่า "วันนึงจะต้องมาถึง" เพียงแค่ว่า ผมอยากรู้ว่า ในวันที่มันมาถึง ในวันที่พ่ายแพ้จะพ่ายแพ้ หรือ ผิดพลาดในลักษณะใด และจะเก็บมันมาแก้ไขได้หรือไม่ ตราบที่เขายังอยู่บนตำแหน่ง
⚫บทที่ 1 : Cristiano, he is already here...เขาอยู่ที่นี่แล้ว
..นับตั้งแต่ปรากฏกายต่อหน้าแฟนๆ ที่โรงละครแห่งความฝันในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล เขาสร้างบรรยากาศอันน่ามหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นในทุกๆ ครั้งที่เท้าของเขาสัมผัสสนามแม้วัยจะล่วงเลยไปถึง 36 ปีแล้วก็ตาม
..แม้จะขายปีกจอมลีลาออกไปก่อนได้กองหน้าจอมถล่มประตูกลับมาในอีก 12 ปีให้หลัง และไม่ใช่เรื่องตัวเลือกแรกๆ อย่างจริงจังในซัมเมอร์นี้ ทว่าดูเหมือนเขาจะเป็นการเสริมทัพที่พิเศษที่สุดในซัมเมอร์นี้
..กองหน้าที่มีสถิติถล่มประตูระดับแนวหน้า นักเตะที่มีความเป็นผู้นำ และอยากที่จะเอาชนะเสมอ รวมถึงการเป็นแบบอย่างให้กับน้องๆ ในทีม รวมถึงอีกหลายคนที่เติบโตมาโดยมองเขาเป็นไอดอล
..2 ประตูในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล แบบไม่ต้องซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมมากมายนัก บ่งบอกว่าเขายอดเยี่ยมเพียงใดในการล่าตาข่ายทั้งสัญชาติญาณ เซนส์บอล ความรวดเร็ว และความเฉียบคม
..ต่อยอดมาถึงประตูขึ้นนำ ยัง บอยส์ ในแบบที่ว่า "ไม่ต้องขอโอกาสเยอะ" ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติของทีมชั้นนำที่ต้องใช้โอกาสไม่เปลือง รวมถึงต้อง "ขู่" คู่แข่งให้ได้แม้ตัวเองจะไม่ได้ยิง
..สิ่งที่ "ปีศาจแดง" ต้องทำในเกมกับ ยัง บอยส์ หลังเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนคือ การเล่นเกมรับแบบอดทนแล้วฝากบอลยาวไปให้หน้าเป้าอย่าง โรนัลโด้ ให้เก็บบอลให้ได้เพื่อรอเพื่อนขึ้นมาเติม หรือแม้กระทั่งใช้ความสามารถส่วนตัว
..เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ โรเมลู ลูกากู ในเกมเสมอ เชลซี ที่เขาต้องรับบทหนักเมื่อเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนแล้วถอยไปตั้งรับ เขาก็ต้องพยายามเก็บบอลที่ตักข้ามมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเหมือนเราเตะบอลอัดกำแพง เด้งไปเท่าไหร่ก็เด้งกลับมาเร็วเท่านั้น
..คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเวลาที่อยู่ในสนามหญ้าเทียมนั้น แต่ทุกอย่างถูกขึงพิงเชือกหนักในช่วง 20 นาทีสุดท้ายหลังเขาโดนเปลี่ยนตัวออก และเห็นๆ กันอยู่ว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ "ผิด"
..คนที่ลงมาแทนไม่สามารถทำหน้าที่แบบเขาได้ และมันก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ใครก็เอาลงมายืนเป็นกองหน้าได้ ลองนึกว่า หากไม่มี โรนัลโด้ ในฤดูกาลนี้ และเป็น มาร์กซียาล ที่อ้อนแอ้นยืนหน้าตั้งแต่ออกสตาร์ต
..เชื่อเหลือเกินว่าหลังเหลือ 10 คน มาร์กซียาล หาบอลไม่เจอแน่นอน เพราะเขาไม่เคลื่อนที่ และไม่สามารถมีแรงปะทะที่จะเก็บบอลเมื่อโดนสถานการณ์รุมได้เลย เผลอๆ ไม่ต้องมาลุ้นถึงท้ายเกมด้วยซ้ำ
..เขาอยู่ที่นี่แล้ว...และหากไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่แบน ฟิตเพียงพอที่จะลงสนาม โซลชา ต้องออกสตาร์ตเขาเป็นตัวจริงตลอดเวลา เพราะนี่คือ กองหน้าตัวเป้าที่ดีกว่า คาวานี่ กับ มาร์กซียาล ชัดเจน
..ยกเว้นก็แต่ว่า โอเล่ คิดมาก และอยากตกเก้าอี้เร็ว !
⚫บทที่ 2 : Donny & Jadon
..ยอมรับตามตรงว่าผมไม่ใช่ FC ของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค แม้แต่น้อย และยิ่งหมั่นไส้หนักเสียด้วยซ้ำเวลาเจอกองเชียร์สายอวยโลกสวยที่บอกว่าเขามีฝีเท้าเวิลด์คลาส และสมควรได้รับโอกาสแทนคนอื่น
..เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่ ดอนนี่ เข้ามาอยู่ในทีม เมื่อใดก็ตามที่เขาได้โอกาสลงสนาม ผมก็เห็นเขาลงมาเล่นได้พื้นๆ แปะไปแปะมา เล่นบอลประคองเข้าว่า ไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ตัวเองเลยแม้แต่น้อย
..ผมต้องย้ำอีกรอบว่าการ "เล่นบอลแบบง่ายๆ" กับ "เล่นบอลแบบประคอง" มันแตกต่างกันเพียงแค่เส้นด้ายบางๆ เท่านั้นนะครับ และที่ผ่านมา ดอนนี่ ไม่เคยสร้างความประทับใจเลยไม่ว่าตำแหน่งไหนของสนาม
..อย่างไรก็ตามด้วยความที่ผมเองก็เคยเห็น ดอนนี่ เล่นมาไม่ว่าจะเป็นใน อาแจ๊กซ์ หรือทีมชาติฮอลแลนด์ และไม่ได้ดูแบบผ่านๆ ไม่กี่นัดด้วย แต่ดูบ่อย สิ่งที่มันหายไปจริงๆ คือ "ความกล้าเล่น" ของเจ้าตัวนี่แหล่ะครับ
..เขาเล่นแบบกลัวพลาด เล่นแบบกลัวว่า หากผิดพลาดแล้วจะกลับไปเป็นสำรองอีก จังหวะกระชาก ลากไป วางบอลยาว หรือ วิ่ง 1-2 ทำชิ่งสวยๆ กับเพื่อนเข้าเขตโทษหายไปหมดเลย
..สิ่งที่ผมต้องการคือ ผมต้องการให้เขาเรียก "ความรู้สึกเดิมๆ" กลับมาให้ได้ แล้วผมจะพิจารณาเขาใหม่ ดังนั้นที่ผมต้องการเห็นคือ "บางนัด" ให้เขาลงเล่นกับ "ทีมชุดหลัก" บ้าง
..เพราะที่่ผ่านๆ มา เราก็ต้องยอมรับว่า เวลา ดอนนี่ ได้ลงสนาม เขาก็ได้ลงสนามโดยที่รอบข้างคือ ผู้เล่นชุดสำรองแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากคุณเป็นคนที่เล่นฟุตบอลจะรู้เลยว่า มันไม่ได้เอื้ออำนวยให้พิสูจน์ตัวเองเลย
..ผมยังพูดกับคนรอข้าง หรือ แม้กระทั่งกลุ่มไลน์สำหรับคุยบอลส่วนตัวเลยว่า หลังเบรคทีมชาติ โซลชา กล้าป่าว พักไปเลย บรูโน่ ป๊อกบา พวกนี้แล้วใช้ ฟาน เดอ เบค บ้าง โชว์ขุมกำลัง "เชิงลึก" หน่อย (ปรากฏว่าไม่กล้า 555)
..แต่นัดเยือน ยัง บอยส์ กลายเป็นโอกาสทองของเขา แม้จะต้องถอยต่ำลงมาเล่นเป็นตัวคุมจังหวะแทนตำแหน่งของ ป๊อกบา ที่เดินขึ้นไปเล่นตัวบนซ้าย ทว่าช่วงแรกผมก็เห็นเขาพยายามอยู่นะครับ
..มีพยายามวิ่งเชื่อม พยายามแก้เพรส มีพยายามวางบอลสวิตช์ไปมา แม้อาจจะไม่แม่นเท่า ป๊อกบา หรือมีลูกพลิกแพลงอย่าง ป๊อกบา แต่ก็ถือว่าเป็นการเล่นที่เริ่มเข้าที่เข้าทางบ้างเล็กๆ น่าเสียดายที่เขามีเวลาแค่ 45 นาที
..ขณะที่ เจดอน ซานโช่ ซึ่งหลายๆ คนเป็นห่วง แต่ผมก็บอกไปแล้วว่า ไม่ต้องไปเป็นห่วงเขาหรอก ปล่อยให้เขาลงจับจังหวะของเกม จับจังหวะการเล่นของเพื่อนไปเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ซ้ายทีขวาทีแล้ว
..ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากให้พวกคุณคิดกันก็คือ ลืมไปได้แล้วนะครับว่า เราซื้อ ซานโช่ เพื่อมาเป็นหน้าขวา เพราะความจริงก็คือ เขาจะเป็นตัวเลือกทั้งสองฝั่งนั่นแหล่ะ ซึ่งผมก็มองว่าไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
..ผมเคยอ่านสถิติของเขาในช่วงเวลาที่เขาอยู่ ดอร์ทมุนด์ รวมทั้งนั่งดูเกมอยู่บ่อยๆ (ผมเชียร์เสือเหลืองในบุนเดสฯ) เวลาเขาเล่นซ้าย หรือ เล่นขวา ทั้งฟอร์ม หรือว่า สถิติตัวเลขที่ออกมา แทบจะไม่ต่างกันครับ
..เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นตัวเลือกของ โซลชา แบบทั้งสองฝั่งแน่นอนนับจากนี้ไป
..สิ่งที่ต้องลุ้นก็คือ ให้เขาปรับตัวให้ได้ให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมทีม หรือ กับ พรีเมียร์ลีก และการทำแบบนั้นได้ คือ ส่งเขาลงสนามให้ "บ่อยที่สุด" เท่าที่จะเป็นไปได้
..ธรรมชาติของนักเตะที่กำลังจะสอดแทรกเข้าในทีมชุดหลักนะครับ คือ เขาต้องได้เล่นร่วมกับคนอื่นๆ บ่อยๆ ไม่ใช่เล่น 1 นัดพัก 2 เล่น 2 นัดพัก 1 นัด แบบนั้นกว่าจะจับจังหวะได้เป็นปีๆ
..ดังนั้นหากเขาไม่ได้ก่อความผิดพลาดแบบร้ายแรง ก็อย่าพึ่งกดดันเขา และให้ลงเล่นไปเรื่อยๆ ยิ่งช่วงนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่กลับมา แถมมี ลินการ์ด อีก ดังนั้นเขายิ่งต้องพยายามเป็นสองเท่ากับการเรียกความมั่นใจ
⚫บทที่ 3 : Tactical Talk
..เริ่มต้นกันที่การจัดทัพบุกเยือน สตาดิโอน วานค์ดอร์ฟ ว่า โซลชา ทำอะไรผิดหรือไม่ ? คำตอบแรกคือ "ไม่เลย" เขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
..วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ได้ลงบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พัก วาราน บ้างก็ดีช่วงไปทีมชาติมาก็หนักอยู่เหมือนกัน แถมหลายปีหลังเขาก็เจ็บบ่อยๆ กัปตันทีมชาติสวีเดน ปีที่แล้วก็ยืนคู่ แม็คไกวร์ มาตลอด ดังนั้นเคสนี้ไม่มีปัญหา
..กลางสนาม 2 คนคนนึงยืนเน้นรับคือ เฟร็ด อันนี้ก็เท่าที่มี ส่วนอีกคนใช้ ฟาน เดอ เบค เป็นตัวคุมจังหวะ โดยที่มี ซานโช่, บรูโน่, ป๊อกบา เล่นเกมรุกสนับสนุน โรนัลโด้ นี่ก็ถือว่า โซลชา จัดตัวเต็มแล้ว
..ตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกกระทั่งขึ้นนำก็ถือว่าเป็นแท็คติกที่ไม่ได้ผิดพลาดอะไร เมื่อทุกอย่างถูกเซ็ตมาตามแพลน คือ เล่นแบบระวังตัว ไม่โหมมาก ข้างหน้ามีจังหวะค่อยเร่ง เพราะอีกอย่างนี่คือ สนามหญ้าเทียมด้วย
..และหลังจากนั้นขึ้นนำไปก็ไม่ได้อะไรที่ผิดพลาด เพราะเกมยังเป็นลักษณะเดิม แม้ ยัง บอยส์ จะเริ่มแสดงให้เห็นแล้วก็ตามว่า เกมรุกริมเส้นของพวกเขาที่ใช้การโยนเข้าทำสามารถคุกคามแนวรับยูไนเต็ดได้
..จุดเปลี่ยนมาอยู่ที่ อารอน วาน บิสซาก้า โดนใบแดงแบบเสียค่าโง่จากจังหวะจับบอลลั่นแล้วไปย่ำข้อเท้าคู่แข่งแทบหัก ซึ่งอันนี้สมควร ไปเถียงอะไรไม่ได้เลย โซลชา ต้องเปลี่ยนตัว ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ผิดนะครับ
..เวลาทีมเหลือผู้เล่นน้อยกว่าแล้วเราจะเปลี่ยนตัวโดยมีคนต้องเสียสละ เราจะเลือกนักเตะเกมรุกที่มี "อิมแพคต์น้อยที่สุด" ออกนั่นแหล่ะครับ เพื่อไม่ให้ทรงบอลที่วางไว้เปลี่ยนไปมากนัก ดังนั้น ซานโช่ ที่ "เบาที่สุด" ใน 37 นาทีแรกจึงโดนถอดออก
..โซลชา ปรับหมากเป็น 4-4-1 มี โรนัลโด้ ค้ำคนเดียวในช่วง 7-8 นาทีที่เหลืออยู่ ถอย บรูโน่ มาคุมพื้นที่ทางด้านขวา ป๊อกบา ซ้ายเหมือนเดิม ส่วนคู่กลางก็ยังเป็น ดอนนี่ กับ เฟร็ด ก็พอถูไถได้
..การเล่น 10 คนด้วยระบบ 4-4-1 แล้วมีนักเตะประเภท "มิดฟิลด์" ทั้งหมดเลยไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะสิ่งที่คุณจะได้มาทดแทนความวูบวาบริมเส้นคือ ทั้งหมดจะครองบอล ออกบอล และผ่านบอลได้ชัวร์กว่า ข้างหน้าวูบวาบคนเดียวยังถือว่า "ได้อยู่"
..ความผิดพลาดทางแท็คติกเกิดขึ้นนับตั้งแต่นาทีที่ 46 เป็นต้นไปครับ...
..การที่เขาเลือกถอด ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ออกไม่ใช่เรื่องที่ผิดครับ แต่การที่เขาปรับจากแบ็กโฟร์เป็นหลัง 5 สามเซนเตอร์ฯ พร้อมมีวิงแบ็ก และสั่งให้ลูกทีมถอยต่ำรับลึกต่างหากนั่นคือ สิ่งที่ผิดพลาด
..โอเค ! เราเข้าใจได้ในระดับนึงว่า โซลชา "กลัว" เรื่องลูกกลางอากาศของเจ้าบ้าน และผมก็มองตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วว่า เจ้าบ้านแม่งไม่มี here ไรเลยนอกจากพยายามหาทางออกริมเส้นเพื่อโยนเข้ากลาง
..แต่ประเด็นก็คือ เมื่อคุณปรับเป็นหลัง 5 ในเวลานั้นเท่ากับว่า คุณจะเหลือมิดฟิลด์แค่ 3 คนเท่านั้น ซึ่งทั้งสามคนนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "ช้า" ไม่ได้มีความเร็วอะไรเลย
..ดังนั้นนั่นแปลว่า โอกาสที่คุณจะเล่นสวนกลับเร็วจะต้องฝากไว้ที่การออกบอลของแดนกลางเพื่อให้ โรนัลโด้ ที่เป็น "เป้าเดียว" โดยที่จะหาตัวมาช่วยยากยิ่ง
..คนก็ถามว่าก็เอาแบ็กขึ้นไปช่วยริมเส้นสิครับ ?
..ครับ ! สิ่งที่คุณเห็นผมจะเล่าเป็นฉากๆ นะครับว่า เมื่อคุณถอย "รับลึก" แต่มีมิดฟิลด์แค่ 3 คนนั่นแปลว่า ทั้งสามคนจะกระจุกบีบเชปช่วยเกมรับอยู่ตรงกลางเท่านั้น เราจึงเห็นว่า ยัง บอยส์ พยายามตีบอลไปมาซ้ายขวาให้เร็วที่สุด
..ทั้ง ลุค ชอว์ กับ อารอน วาน บิสซาก้า ที่ไม่มีปีก หรือหน้าริมเส้นคอยมาช่วยเผชิญกับสถานการณ์ 2 ต่อ 1 อยู่บ่อยๆ เพราะเซนเตอร์ฯ ตัวข้างก็ออกมาช่วยไม่ได้ เนื่องจากกลางสนาม ยัง บอยส์ เดินสูงเข้ามาในแดนแล้วด้วยตัวที่มากกว่า
..นึกภาพตามออกใช่มั้ยครับ ?
..เกมรับโดนตีบอลไปมาซ้ายขวาให้เร็ว สุดท้ายแบ็กก็โดนรุม พอจะเล่นเกมสวนเกมรุก พอฝากบอลกลางสนาม ก็กลายเป็นสถานการณ์ 3 ต่อ 5 โดนรุมกินโต๊ะจากมิดฟิลด์เจ้าบ้าน
..หลายๆ ครั้งเราเห็น ชอว์ กับ วาน บิสซาก้า พยายามจะลากขึ้นมา สุดท้ายก็ไม่มีตัวให้ ต้องถ่ายกลับหลัง หรือไม่ก็ฝากไปกลางสนาม แล้วมิดฟิลด์ก็โดนรุมกินโต๊ะอีก หรือจะโยนไปให้ โรนัลโด้ เก็บเพื่อนก็ตามไปไม่ทัน เพราะมิดฟิลด์ไม่มีความเร็ว ทั้งจะตามไป หรือ แหวกขึ้นไป แค่เล่นเกมรับก็เหนื่อยแล้ว
..ผมเชื่อว่า "ถ้า" เลือกได้อีกครั้ง โซลชา จะยึดมั่นใจ 4-4-1 เหมือนเดิม และหากอยากปรับสิ่งที่เขาควรทำก็คือถอด ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ออกแล้ว เจสซี่ ลินการ์ด หรือหากตัวก็ส่ง ดาโล่ต์ ลงเลยตั้งแต่ตอนนั้น
..เพราะอย่างน้อยๆ ในแดนกลางของคุณจะมีตัวที่มี "ความเร็ว" เพิ่มขึ้นมาอีกคนเพื่อช่วยเหลือ โรนัลโด้ และเกมรับริมเส้นก็ยังจะมีคนช่วยแบ็กทั้งสองข้างสอดซ้อน ปกติเวลามี มาร์กซียาล ยืนค้ำหน้าก็เหมือนจะเล่น 10 คนอยู่ทุกนัดอยู่แล้ว
..คำถามคือ คุณกลัวอะไรกับ ยัง บอยส์ จนคิดมากได้ขนาดนี้ ?
..ทีนี้พอแก้ช็อตแรกผิดระบบรวนทันที เพราะยิ่งเล่นยิ่งตกเป็นรองหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประตูที่โดนตีเสมอก็เห็นได้ชัดว่า โดน "ตีบอล" ไปมาซ้ายขวาเร็วๆ แล้วสุดท้ายก็ฝากออกมาริมเส้นซึ่ง ชอว์ หุบเข้าในไปแล้ว
..สุดท้ายก็โดนเปิดเข้ามาชาร์จ !
..ถึงตรงนี้สติของ โซลชา เริ่มไปแล้ว และเขาตอกย้ำความผิดพลาดแบบรุนแรงด้วยการเปลี่ยน 2 นักเตะที่ "สามารถทำประตูได้" ออกจากสนามทั้ง โรนัลโด้ และ บรูโน่
..ถึงบรรทัดนี้อยากให้เข้าใจนะครับ นักเตะทุกคนทำประตูได้ แต่ไอ้ความหมายของผมก็คือว่า สองคนนี้เป็นนักเตะมีเซนส์ในเรื่องการทำประตูสูงสุดของทีม ณ เวลานั้น
..ถึงตรงนี้ 5-3-1 ของ โซลชาคือ 3 มิดฟิลด์อย่าง ป๊อกบา มาติช เฟร็ด ซึ่งช้าทุกตัว แถมโดนเพรสซิ่งหนักๆ ไม่ได้ ขณะที่ข้างหน้ากลายเป็น เจสซี่ ลินการ์ด ที่ต้องเล่นคนเดียว...เอิ่มมม เขาเป็น เมสซี่ หรอครับ ???
..เอาตรงๆ เลยนะครับ ทั้ง เดวิด ว๊ากเนอร์ และนักเตะยัง บอยส์ เห็นความปอดแหกของ ยูไนเต็ด แล้วว่า พวกเขาเอาแต่ยืนพิงเชือกเพื่อรอระฆังตีหมดยก เป็นผม ผมก็สั่งเดินหน้าลุยแหลกเหมือนกันครับ
..ชัดเจนโคตรๆ ว่าถึงตรงนั้น โซลชา "ขอไม่แพ้"...
🆔Line : (มี@)👇
🥇ฝากไม่มีขั้นต่ำ ถอนไม่จำกัดครั้ง 24ชม.
💯โอนเร็ว จ่ายตรง มั่นคง ปลอดภัย100%
..คำถามของผมก็คือ ด้วย "คุณภาพ" ของทีม ด้วย "คุณภาพ" ของนักเตะ "ทีมชั้นดี" มักแสดงให้เห็นเสมอๆ ว่า แม้เหลือตัวน้อยกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องหลังพิงเชือกแต่อย่างใด
..คุณมีวิธีการเล่นอีกมากมายหลากหลายเพื่อให้เล่น มีวัตถุดิบชั้นดี ที่พร้อมจะเล่นตามแท็คติกของคุณ โดยไม่ต้องยืนโงนเงนหลังพิงเชือก แต่ไม่คิดที่จะทำแบบนั้นแล้วก็มาเสียใจทีหลัง
..ที่น่าหดหู่คือ อะไรรู้มั้ยครับ ?
..การที่ โซลชา เปลี่ยน มาร์กซียาล ลงมาเล่น เฟร็ด ในช่วงก่อนหมดเวลาปกติ 1 นาทีเนี่ยแหล่ะครับ เพื่อให้ หนูหมาก ช่วยกันเล่นเกมรุกกับ ลินการ์ด เพิ่มเป็นสองคน ด้วยเวลา 1 นาที กับทดเจ็บอีกนิดหน่อย
..อันนี้คืออะไรรู้มั้ยครับ ?
..คือ "เสี่ยง" แต่เสี่ยงแค่ไม่ถึง 5 นาทีซึ่งแม่งก็คือ "เผื่อฟลุ๊ค" นั่นแหล่ะครับ !!!
..ลองสังเกตนะครับ เวลา โซลชา จะแลกแบบ "เผื่อฟลุ๊ค" สำรองของเขาจะมาราวๆ 2-3 นาทีสุดท้ายก่อนทดเจ็บ ประมาณว่า ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร ซึ่งทัศนคติแบบนี้ก็ผิดแล้วครับ
⚫บทที่ 4 : You are United !!
..ครับ ! อย่างที่ผมบอกไปว่า ต่อให้สนามหญ้าเทียม ต่อให้เหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่สมควรเล่นแบบนี้ นี่คือ การเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ทั้งๆ ที่คู่แข่งไม่ใช่ทีมมีเกรดอะไรเลย
..สมมติว่าเหลือ 10 คนแล้วคู่แข่งเป็น บาเยิร์นฯ เป็น ปารีสฯ อ่ะ อันนี้สมควรกลัว แต่นี่คือ คู่แข่งคือ ยัง บอยส์ แชมป์จาก สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถ้ามาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ก็น่าจะอยู่ครึ่งล่างของตาราง
..สำหรับสายโลกสวยที่หล่นวลีว่า "ยัง บอยส์ ก็มือมีตีนเหมือนกัน"
..ครับ ! ผมไม่เถียงว่า ยัง บอยส์ มีมือมีตีน แต่ที่แน่ๆ มือตีนของ ยัง บอยส์ ไม่มีได้มีราคา หรือ มีคุณภาพในระดับครึ่งร้อยล้านปอนด์ หรือ เกือบร้อยล้านปอนด์เหมือนมือตีนของนักเตะยูไนเต็ดแน่นอนครับ
..ไหนสายโลกสวยลองบอกผมหน่อยสิครับ เอาแบบไม่ย้อนกลับไปดูทีมชีท จงบอกผมว่า นักเตะ ยัง บอยส์ คนไหนชื่ออะไรบ้าง เล่นตำแหน่งอะไรบ้าง เคยผ่านการเล่นทีมใหญ่ๆ อะไรมาบ้าง
..หากคุณเล่นตามมาตรฐานคุณ เล่นด้วยฟอร์มของคุณ เล่นด้วยสไตล์ที่คุณเป็น แล้วแพ้เพราะโชค แพ้เพราะเจาะไม่เข้า แพ้เพราะโดนยิงครั้งเดียว ผมเชื่อว่าแฟนบอล "ส่วนใหญ่" ไม่ด่าหรอก
..แต่หากคุณแพ้เพราะ "ปอดแหก" แพ้เพราะกลัวคู่แข่ง ทั้งๆ ที่คู่แข่งแม่งไม่มี here ไรให้ต้องกลัว หรือแพ้เพราะทัศนคติผิดๆ แบบนี้จะให้มาชื่นชมก็คงไม่ไหวหรอกครับ
..มันอาจจะเป็นไปไม่ได้นะครับ แต่ ยัง บอยส์ ชุดนี้เล่นในบ้าน ถ้าเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ที่เล่น 10 คนสัก 10 ครั้ง เอามั้ยว่า ซิตี้ ชนะได้ประมาณ 8-9 นัดอ่ะครับ ผมเผื่อฟลุ๊คให้สองนัดเลยด้วย
..แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "ยังคง" เป็นทีมใหญ่นะครับ แม้ว่าช่วงหลังๆ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรนัก และผมก็ไม่เคยเห็นทีมใหญ่ๆ ของลีกไหนๆ แม่งกลัวทีมเล็กเลยสักที จะแพ้ชนะก็อีกเรื่อง
..ผมไม่ได้ยึดติดนะครับ แต่คุณจำได้ ยูไนเต็ดยุคป๋าได้มั้ย ? เคยแพ้ทีมไหน "เพราะกลัว" หรอครับ ? หรือ ซิตี้ ยุค เป๊ป เคยแพ้ทีมไหนเพราะกลัวจนต้องถอยหลังเข้าบ้านมั้ยครับ ? หรือ ลิเวอร์พูล ก็ได้ พวกเขาเคยแพ้ "เพราะกลัว" จนต้องพิงเชือกมั้ย ?
⚫บทที่ 5 : Mistake & Resolve (ผิดพลาด และแก้ไข)
..อย่างที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ว่าเอาไว้หลังเกมครับว่า "ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เราต้องการ แต่ตอนนี้คือ เราต้องฟื้นตัว มองไปข้างหน้า และมุ่งมั่นในเกมต่อไป"
..สิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์คืออะไรรู้มั้ยครับ ? นอกจากความรู้สึก นึกคิด มโนธรรม
..มันคือ "ความผิดพลาด"...
..มีใครในโลกนี้บ้างมั้ยครับ ? ที่ไม่เคยผิดพลาดอะไรเลยในชีวิตสักเรื่อง ผมเชื่อว่าไม่มีแน่นอน เพราะถ้าหากมีคนยกมือคือ "มึงโกหกตัวเอง" !!!
..สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความผิดพลาดคือ เราจะรับมือกับมันยังไง และฟื้นตัวดีดกลับมาได้ยังไง นั่นสิสำคัญที่สุด
..ในโลกของฟุตบอล การดีดตัวกลับให้เร็วสำคัญมากๆ เพราะมันเปรียบเสมือนการรักษาโมเมนตัม และบรรยากาศในทีมไม่ให้ห่อเหี่ยวไปมากกว่านี้
..ผมมักกระซิบบอกคนใกล้ๆ ตัวอยู่เสมอว่า "มึงจับตา แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป ไว้นะ สัปดาห์ไหนมันแพ้พลิกล็อคต่อทีมเล็กๆ นัดถัดไปมึงขายบ้านจัดมันได้เลย ไอ้ทีมนั้นแม่งซวย !!!"
..ใช่แล้วล่ะครับ ! คุณเคยสังเกตมั้ยครับว่า แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป พลาด 2 เกมแบบติดๆ น้อยมากๆ และที่สำคัญคือ หากพวกเขาสะดุดแพ้ทีมไหนแบบพลิกล็อค นัดต่อมาสกอร์ที่เกิดขึ้นมักจะเป็น 4-0, 5-0, 6-1 อะไรแบบนี้
..เพราะ ซิตี้ ของ เป๊ป เป็นทีมที่เรียกโมเมนตัมกลับมาได้เร็วมาก ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังได้เร็วมากๆ เป๊ป ปลูกฝังทัศนคติ "ความเป็นผู้ชนะ" ลงไปในตัวลูกทีมทุกคนที่เขาคุม
..เป๊ป รู้ดีว่า เขาต้องรักษาโมเมนตัมของทีมไว้ให้มั่น เพราะ ซิตี้ คือ ทีมระดับลุ้นแชมป์ และทีมเกรดลุ้นแชมป์หากจะเบียดๆๆๆ แย่งกับทีมอื่น หน้าที่คือ ชนะๆๆๆ ติดต่อกันเท่านั้น จะมาหลุดเสมอบ่อยๆ หรือแพ้บ่อยๆ ไม่ได้
..ดังนั้นเกมนัดถัดไปกับ เวสต์แฮม ที่กำลังเล่นดีมากๆ ไม่ว่าจะกระตุ้นลูกทีมแบบไหน จะทำอย่างไร โซลชา ต้องทำให้ทีมกลับมาเอาชนะให้ได้เพื่อให้นักเตะ และแฟนบอลลืมเกมที่ผ่านมาให้เร็วที่สุด
..ลองคิดสภาพว่าหากเสมอ หรือแย่ถึงขั้นแพ้ บรรยากาศในทีมจะเป็นยังไง ?
..เช่นกันครับ ในส่วนของ 2 นักเตะ อารอน วาน บิสซาก้า กับการโดนใบแดงครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ถือว่าเป็นการ "เสียค่าโง่" ที่เล่นไม่ละเอียดเอง
..เขาจะต้องรักษาสภาพจิตใจของเขาเอาไว้ และคิดเสมอว่า ครั้งนี้คือ บทเรียนที่ต้องไม่เกิดขึ้นอีก เนื่องมาจากการเขาเป็นกองหลังประเภทสายเสียบ สายสกัดอยู่แล้ว หากใจแป้วขึ้นมา จะกลายเป็นพวกโฉ่งฉ่างได้เลย
..เช่นกันกับ เจสซี่ ลินการ์ด ที่คนหลายคนด่าสาดเสียเทเสีย ขอโทษนะครับ ! ผมถามจริงเถอะ นัดที่แล้วชมตอนมันพลิกบอลกันอย่างเทพบุตรกับประตูปิดท้าย นัดนี้ด่าอย่างกับหมูกับหมา
..มันลงมาเล่นมันก็ลงมาเล่นตามแท็คติกของคนที่สั่งมันมานั่นแหล่ะครับ ทิ้งมันไว้คนเดียวพักใหญ่คิดว่ามันเป็น เมสซี่ หรอ ? จะให้แหวกจากกลางสนามลากไปยิงคนเดียว
..ส่วนไอ้จังหวะคืนหลังนั้นแน่นอน ไม่มีใครตั้งใจ บอลออกจากเท้ามันก็คงรู้ว่า here แล้ว แต่ก็ไม่สามารถไปกดกรอเทปกลับมาเพิ่มน้ำหนักบอลได้ใหม่หรอก
..เวลาเราดูว่า นักเตะคนไหนแม่งแย่-ไม่แย่นะครับ เราให้ดูว่า ปกติมันเป็นแบบนั้นประจำรึเปล่า ? เช่นใบแดงเพราะนอกเกมบ่อยๆ คืนหลังไม่ดูตาม้าตาเรือบ่อยๆ เล่นแบบเอ๋อๆ บ่อยๆ นั่นสิต้องด่า
..วาน บิสซาก้า "พลาด" แต่เขาต้องฟื้นตัวว่า เขาไม่ใช่พวกโฉ่งฉ่าง และการทำให้ทีมลำบากแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ลินการ์ด นี่ยิ่งไม่ต้องห่วง หัวใจแม่งแข็งแรง ผมแค่เฟลแทนมันที่ทำ here ไรก็ขัดใจแฟนบอล "บางกลุ่ม" อยู่ตลอด ยิ่งพลาดยิ่งเละกว่าคนอื่น
..บอกแล้วว่า ไอ้คนที่ผิดพลาดซ้ำๆ เรื่องเดิม อ่ะมันไม่ใช่นักเตะหรอก !
⚫บทที่ 6 : He hasn't learned his lessons
..ประโยคนี้คือ ประโยคจากหัวเรื่องนั่นแหล่ะครับที่หมายความว่า เขาไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดของเขาเพื่อเป็นบทเรียนเลย ซึ่งผมก็ชี้เป้าไปที่ตัวกุนซืออย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
..อย่ามาโลกสวยแถวนี้ครับ อย่ามาบอกว่า "อะไรกัน...แพ้นัดเดียวไล่โค้ชออกเลยหรอ ทีสัปดาห์ก่อนยังชมอยู่เลย"
..โทษนะครับ มันคนละประเด็นเลย ผมไม่ได้บอกว่าให้ไล่ โซลชา ออกวันนี้พรุุ่งนี้ แต่ผมแค่จะย้อนให้ฟังว่า ผมพึ่งจะพูดไปหมาดๆ เมื่อพารากราฟข้างบนว่า "ผิดแล้วมันต้องแก้ไข" ไม่ใช่ผิดแล้วก็ผิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำซากอยู่ร่ำไป
..ทั้งการซื้อเกมรับตั้งแต่หัววันที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การเปลี่ยนตัวเปลี่ยนแท็คติกที่ผิดพลาด หรือการเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ควรเป็นลักษณะของผู้นำที่จะพาทีมลุ้นแชมป์ หรือลุ้นประสบความสำเร็จ
..ผมพูดเสมอว่า ในโลกของฟุตบอล เราจะตัดสินกันว่า กุนซือทำถูก หรือ ทำผิด มันก็มาจากผลลัพธ์นั่นแหล่ะครับ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนสนามเกิดจากการตัดสินใจของเขา ไม่ว่าจะเป็นวางหมาก แท็คติก เปลี่ยนตัว หรือ แก้เกม
..เขาตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีก่อนทั้งๆ ที่ขอเพียงแค่แต้มเดียวจาก 2 นัดสุดท้าย นัดไหนควรเซฟกลับไปแลก นัดไหนควรเปิดกลับไปติ๋ม แก้เกมก็ช้าโดย "นั่งหวัง" ให้ทีมชุดแรกระเบิดฟอร์ม
..นัดชิงก็ยื๊อไปยื๊อมาจนสุดท้ายต้องไปวัดดวงที่การยิงจุดโทษจนสุดท้ายไม่เคยได้แชมป์อะไรเลย นี่ไม่นับผลเสมออีกมากมายที่เขาเล่นเพื่อ "ไม่แพ้" มากกว่าเล่น "เพื่อชนะ"
..รู้มั้ยครับ ? ว่าพอจบเกมกับ ยัง บอยส์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมเดินไปสูบบุหรี่หลังบ้านส่ายหัว พร้อมกับพูดคำว่า "แม่งไม่ได้เรียนรู้ here อะไรเลย" ก่อนที่จะหัวเราะออกมา
..ขณะที่คอลัมนิสต์เมืองนอกสักคนสายปีศาจแดงเนี่ยแหล่ะ ผมขี้เกียจจำชื่อผมอ่านผ่านๆ เขาก็พูดเช่นกันว่า โซลชา ไม่เคยเก็บบทเรียนเพื่อมาจดจำหรือแก้ไขเลยในเรื่องการวางแท็คติก การตัดสินใจ หรือ แก้เกมของเขา
⚫บทที่ 7 : The Last Chance (โอกาสสุดท้าย)
..ผมยืนยันว่าฤดูกาลนี้คือ ฤดูกาลสุดท้ายของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บนเก้าอี้ผู้จัดการทีมปีศาจแดง ต่อให้เขายังมีสัญญาเหลือมากแค่ไหนก็ตาม หากยังไม่มีตำแหน่งแชมป์
..ผมไม่เถียงนะครับ ว่าเป้าหมายระยะกลาง กับ ระยะยาว ที่เขาปูไว้มันดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต่างๆ ระบบเยาวชน ทีมสตาฟฟ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการ การจัดการทุกอย่าง ยอดเยี่ยมครับ และเราจะมีอนาคตที่สดใส
..แต่เป้าหมายระยะสั้น นั่นคือ ตำแหน่งแชมป์ ที่จะครบวาระ 4 ปีแล้ว ยังไม่เลยแม้แต่ใบเดียว ขนาด เดวิด มอยส์ แย่ๆ ก็ยังมีคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ติดมือกลับออกไปเลย ดังนั้นผมขอโหวตไม่ไว้วางใจนะครับ
..คุณอาจจะบอกว่าบอร์ดไม่กล้าปลดหรอกครับเด็กดีแบบนี้ แต่คุณคอยดูเถอะ เมื่อถึงซัมเมอร์หากพลาดเป้าทุกอย่าง กระแสแฟนบอลจะรุนแรงยิ่งกว่านี้ และเมื่อนั้นแฟนบอลจะพุ่งเป้าไปหาบอร์ด แล้วบอร์ดก็จะลดแรงเสียดทานด้วยการสังเวย
..บอร์ดเขาจะมาปลดตัวเองหรือครับ ? บ้าป่าว บอร์ดเขาจะมาโลกนักเตะยกชุดหรอครับ 11 ตำแหน่ง ? บ้าป่าว สิ่งที่บอร์ดบริหารทั่วๆ ไปในทุกองค์กรเมื่อนำองค์กรไปสู่เป้าหมายไม่ได้ก็คือ บั่นหัวทิ้งซะ แล้วหาหัวใหม่ก็แค่นั้น
..แต่หากสุดท้ายแล้ว โซลชา สามารถทำได้ตามเป้าหมาย มีแชมป์ติดมือ พร้อมกับสร้างฟอร์มการเล่น ยกระดับสวยๆ ให้ปีศาจแดง ได้ เมื่อนั้นเขาก็จะวางชีวิตอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างสงบสุขต่อไป
..อันที่จริงเรื่องนี้ผมเคยพูดในกลุ่มไลน์ส่วนตัวของผมสำหรับคุยบอลไปแล้วเมื่อ 2-3 วันก่อนด้วยว่า ผมคิดว่า ผมเดาทางบอร์ดได้ไม่ยากว่า หากไร้ซึ่ง โซลชา แล้ว "เบอร์หนึ่ง" ของบอร์ดคือใคร ? ซึ่งมันพึ่งมาเป็นข่าวจาก จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ เมื่อวานที่ผ่านมา
..อันโตนิโอ คอนเต้ ที่กำลังว่างงานจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของบอร์ดแบบไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือ อีกหนึ่งกุนซือที่ "การันตีความสำเร็จ" ในทุกๆ ที่ที่เขาไป (หากไม่นับเรื่องหัวดื้อ หัวแข็ง และทีมแตก)
..คนอย่าง คอนเต้ ไม่คุมทีมเล็กครับ เขาต้องคุมล่าแชมป์เท่านั้น และเขามีพันธะกับ อินเตอร์ฯ ตามที่ผมได้ยินข่าวมาว่า ห้ามคุมทีมลีกเลี่ยน 1 ฤดูกาล ซึ่งหมายความว่า ตัดยักษ์ กัลโช่ ออกไปได้เลย และเขาก็ไม่น่ากลับ อิตาลี เร็วๆ นี้
..สเปน เรอัล มาดริด กำลังไปได้สวยกับ อันเชล็อตติ และพึ่งไปปีแรก อย่างน้อยๆ อยู่ต่อแน่ๆ คูมันน์ อาจมีโอกาสโดนไล่ แต่สภาพการเงินของ บาร์ซ่า ไม่มีปัญญาจ้าง คอนเต้ หรอก ส่วน แอต.มาดริด เขายึดโยงกับ ซิเมโอเน่ อีกนาน
..ใน เยอรมัน มี บาเยิร์นฯ ซึ่ง นาเกลส์มันน์ พึ่งไป ดังนั้นตัดออก เหลือแค่พรีเมียร์ลีก ซึ่ง ทูเคิ่ล เป๊ป และคล็อปป์ ไม่มีทางโดนปลดในปีนี้แน่ๆ ต่อให้ไม่มีแชมป์ลีกก็ตาม ดังนั้นบีบให้แคบตามการวิเคราะห์
..เหลือ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล เท่านั้น...แต่ เอ๊ะ ! สภาพ แก๊งค์ปืนโต ตอนนี้ต่อให้อยากได้ คอนเต้ แค่ไหน เชื่อว่ากุนซืออิตาเลี่ยนไม่เปลืองตัวไปอยู่ลอนดอนแน่ๆ ดังนั้นเต็ง 1 ทีมไหนคงไม่ต้องบอก
..เหลือแค่อย่างเดียวก็คือว่า โปเช็ตติโน่ จะพา เมสซี่-เนย์มาร์-เอ็มบั๊ปเป้ ไปรอดมั้ย ? เพราะถ้าไม่รอดโอกาสชะตาขาดก็มีสูง ซึ่งจะทำให้ คอนเต้ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของทัพปารีเซียง
..ที่พูดมานี่ไม่ได้รีบไล่ โซลชา เขาเรียกว่า "อ่านสถานการณ์ล่วงหน้า" จากการวิเคราะห์เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพราะผมก็ยืนยันว่า โซลชา จะได้ใช้เวลาของเขาฤดูกาลนี้เต็มๆ เพื่อพิสูจน์ฝีมือ
..สมัยก่อนมักมีคอมเมนต์ตามโลกออนไลน์ว่า "ตัวผู้เล่นผีไม่ดีครับพี่ โซลชา เลยทำได้แค่นี้" หรือ "รอให้ โซลชา ได้ทีมที่เขาต้องการก่อน เราค่อยมาตัดสินกัน" ดีครับ ! มีขนาดนี้คงได้พิสูจน์ฝีมือจริงๆ แล้วล่ะ
..โค้ชเก่งๆ ในโลกนี้มากมายล้วนไต่เต่า หรือ สร้างชื่อจากการพาทีมที่เล็กกว่าขึ้นมาท้าทายบัลลังก์ทั้งนั้น หรือไม่ก็ฝึกปรือเก็บวิชามาจากยอดฝีมือก่อนออกท่องยุทธภาพคุมสำนักใหญ่
..เซอร์อเล็กซ์ พา อเบอร์ดีน โค่น 2 ทีมเมืองกลาสโกว์ เยอร์เก้น คล็อปป์ พา ดอร์ทมุนด์ ล้ม บาเยิร์นฯ โชเซ่ มูรินโญ่ พา ปอร์โต้ ผงาดแชมป์ยุโรป แม้แต่ เดวิด มอยส์ ก็ยังพา เอฟเวอร์ตัน ไปยุโรปก่อนข้ามมาคุมทีมใหญ่
..หรือกระทั่งพวกฝึกงานอย่าง ซีดาน ที่อยู่กับทั้ง มูรินโญ่ กับ อันเช่ เป็นมือขวา เป๊ป ก็เรียนรู้จากหลายอาจารย์ทั่วทั้งโลกก่อนคุม บาร์ซ่า เบ หรือ แม้แต่ อาร์เตต้า ที่ฝึกฝีมือกับ เป๊ป
..โซลชา สร้างชื่อในเรื่องการคุมทีมจากอะไรครับ ? เรียนรู้วิชาจากสำนักไหนครับ ? นั่นก็ธรรมดา เพราะเขาประสบการณ์น้อยอย่างที่ผมพูดเสมอ ใครจะรู้วันนึงตอนอายุ 60 เขาอาจจะสะสมวิชาจนเป็นเบอร์ 1 ของโลกก็ได้
..แต่ถ้าด้วยวัย 49 ตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรติดมือกับทีมชุดนี้ก็ถือว่าหมดมุก "มือไม่ถึง" ก็ต้องไปแค่นั้นเอง ง่ายๆ พูดกันแบบแมนๆ
⚫บทที่ 8 : เมื่อคุณไม่คาดหวังกับสิ่งใด...หัวใจคุณจะไร้ซึ่งความเจ็บปวด
(หมายเหตุ : หัวข้อนี้ไม่ได้เขียนเอาหล่อ...แต่เขียนจากความรู้สึกส่วนตัวลึกๆ)
..ก่อนจากกันไปกับ เดอะ คอลัมน์ เที่ยวนี้ผมทิ้งท้ายด้วยปรัชญาที่ผมใช้มาตลอดในช่วงชีวิตที่ผมโตขึ้นมา ผมผ่านสถานการณ์ยากๆ มาหลายต่อหลายครั้งมากๆ ในชีวิต
..จริงอยู่
.."คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง และความฝัน" โมฮาเหม็ด เอากูมานี่ นักปรัชญาลูกครึ่งโซมาเลียกับบูร์กินาฟาโซ เคยพูดเอาไว้
..แต่ โยอันน์ ก็พูดเช่นกันว่า ความหวัง และความฝันนั้น ก็ควรจะยืนอยู่บนหลักแห่ง "ความเป็นจริง" แล้วคุณจะไม่พบกับความผิดหวัง เพราะยิ่งคุณหวังสูงเท่าไหร่ ตกลงมาจะยิ่งเจ็บเท่านั้น
..ครั้งนึงผมเคยพูดออกสื่อไว้ว่า "ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่ะ ว่านักเตะอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ผมนึกภาพไม่ออกเลย" (หากใครดูบอลตั้งแต่ เฮนเดอร์สัน เด็กๆ มาจะเข้าใจความหมาย ถ้าอย่าง เจอร์ราร์ด ชูถ้วย หรือ ฮูเปีย ชูถ้วยอันนี้นึกออก มันดู "ได้")
..ผมก็ดีใจนะครับ ที่เขาลบคำประมาทของผม ทำให้ผมหน้าแหกเสียหมาได้ นั่นเพราะมันเป็นการพิสู
16/09/2021
งานดีๆไปอ่านกันเฮียอยากเห็นคนไทยรักการอ่าน 🧐
: การเปิดตัวแบบหอมหวานที่ต้องแลกมากับสิ่งที่จะต้องเจอนับจากนี้ by โยอันน์
#ฝากแชร์ด้วยครับโคตรเฟลเลยเขียนไปได้ครึ่งเรื่องไม่ได้เซฟต้องมาทำสมาธิเขียนใหม่ 😭😭😭
..ป่านนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และลูกทีมคงรู้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในฤดูกาลนี้ หลังออกสตาร์ตด้วยฟอร์มการเล่นแบบแจ่มๆ 4 นัด 10 คะแนน
..ผมพูดเสมอๆ ว่า หากเจอกับทีมที่มาเปิดแลก มาบุกใส่ มาเปิดพื้นที่ให้ เด็กๆ ของ โอเล่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว เพราะพวกเขามีแนวรุกที่มีสปีดความเร็วสูงให้เข้าทำ
..แต่ในทางกลับกันนับตั้งแต่ โซลชา เข้ามาคุมทีม ปีศาจแดงชุดนี้ ไม่ชอบกับฟุตบอลอยู่ 2 ประเภท หนึ่งคือ...ทีมที่มาเล่นเกมรับเต็มรูปแบบให้พวกเขาต้องเดินเจาะ กับ สอง...ทีมที่มาเพรสซิ่ง วิ่งเข้าใส่พวกเขา
..3 จาก 4 เกมของฤดูกาลนี้ ยูไนเต็ด โดนเกมแบบนั้นเข้าใส่ พวกเขาเจอกับทีมที่มาเล่นเกมรับแบบจัดเต็มใส่พวกเขาไม่ว่าจะเป็น เซาธ์แฮมป์ตัน, วูล์ฟส์ และล่าสุดกับ นิวคาสเซิ่ล แตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กน้อย
..หลังก่อนเบรกทีมชาติโดน อดาม่า ตราโอเร่ กับ ฟรานซิสโก้ ตรินเกา พาทัวร์จนเจียนอยู่เจียนมา มาสัปดาห์นี้ สตีฟ บรูซ วางหมากคล้ายๆ กันเล่นงานยูไนเต็ด แตกต่างกันเพียงวิธีการเล่นเล็กน้อย
..รูปแบบการเล่นไม่ต่างกัน เล่นเกมรับเป็นหลัก 3 เซนเตอร์ฯ สองวิงแบ็ก มิดฟิลด์คู่กลาง 2 คน บวกตัวรุกสองคน และตัวเป้าอีกหนึ่งคนที่ทำหน้าที่ไว้เป็นตัวชนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ
..ทว่าที่แตกต่างกันคือ บรูโน่ ลาช ไม่ได้สั่งให้ วูล์ฟส์ เล่นต่ำ พวกเขาเล่นยืนไลน์เกมรับราวๆ 30-40 หลา พร้อมบีบช่องไฟตั้งแต่แดนหน้าจนถึงแนวรับให้น้อยที่สุด แล้วใช้เกมเพรสซิ่งเข้าใส่
..ส่วน สตีฟ บรูซ แม้จะยืนตำแหน่งเหมือนกันเป๊ะๆ วางหมากคล้ายๆ กันโดยมี 2 ตัวป่วนอย่าง อัลแล็ง แซงต์-แม็กซีแม็ง กับ มิเกล อัลมิร่อน เล่นกันสองคน ทว่ารายละเอียดการยืนไม่เหมือนกัน
.."เดอะ แม็กพายส์" ยืนในลักษณะที่ตั้งรับทั้งทีมแบบ "อัลตร้า ดีเฟนซีฟ" ตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกของเกม 10 นักเตะของพวกเขาถอยต่ำ ยืนสองชั้นหน้ากระดาน ปล่อยให้นักเตะพันธุ์อสูรได้เล่น และไม่เพรสซิ่ง !!!
..นั่นล่ะครับความแตกต่าง...
..ผมเคยอธิบายอยู่บ่อยๆ ว่า โค้ช หรือ นักเตะในระดับเกมอาชีพต่างรู้ดีว่า เมื่อพวกเขาเผชิญทีมที่ตั้งรับต่ำแบบทั้งทีมประมาณว่ากะเอาตาย แล้วพวกเขาครองเกม คุมเกม อะไรที่จะทำให้พวกเขาเอาชนะในเกมนั้นได้ ?
"ความหลากหลาย" คือ คำนั้นครับ !
..อะไรคือ "ความหลากหลาย" ครับ ? เสียงน้องๆ บางคนยกมือขึ้นถามคุณครูพี่โย
..ความหลากหลาย คือ รูปแบบ มิติ และวิธีการเข้าทำซึ่งไม่ซ้ำซาก จำเจรูปแบบเดิมๆ แต่คือ การปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งควานหาโอกาสเข้าทำได้สำเร็จ
..ผมยกตัวอย่างบ่อยๆ กับทีมๆ นึงนั่นคือ บาร์เซโลน่า ในยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งปรัชญาเล่นเกมรุกด้วยการครองบอลเดินหน้าเข้าใส่ หรือที่สื่อกับแฟนๆ เรียกว่า "ติกิ-ตาก้า"
..รูปแบบนี้สร้างความเกรียงไกรให้กับพวกเขากวาดชัยชนะเป็นว่าเล่น ทว่าหลายๆ คนลืมมองในวันที่พวกเขาพ่ายแพ้ในวันที่รูปแบบดังกล่าวไม่ทำงาน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
..ตรงนี้แหล่ะครับคือ ความหลากหลาย !
..นักเตะบาร์ซ่า เล่นแบบนี้จนติดเป็นนิสัยแล้ว แม้กระทั่งตัว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เอง พวกเขาจะค่อยๆ เดินหน้าเจาะตามช่อง อาศัยเคาะบอลสั้นๆ ไปเป็นกลุ่มหาช่องเข้าทำ บวกด้วยความมหัศจรรย์ในการเดินเกมของ เมสซี่
..แน่นอน "ส่วนใหญ่" คือ ชัยชนะ แต่เวลาแพ้เคยสังเกตมั้ยครับ มันเกิดจากอะไร ?
..ไม่ว่าจะเป็นการตามหลัง อยู่ท้ายเกม ทีมต้องการประตูแบบสุดๆ พวกเขาก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามในการหาช่องเดินเจาะ เคาะไปเรื่อยๆ อยู่ดี เตะมุมก็เล่นสั้น ออกปีกก็ไม่โยน ยิงไกลก็น้อยครั้ง
..พวกเขาเล่นด้วย "ความเชื่อมั่นในตัวเอง" สูงมากๆ กับ ปรัชญาของพวกเขา และหากคุณไม่เชื่อผมคุณลองย้อนไปหาเทปเก่าๆ ในวันที่พวกเขาพ่ายแพ้ทีมเล็กๆ แบบสุดช็อกก็จะเห็นภาพตามที่ผมว่ามาจริงๆ
..ผมไม่ได้บอกว่า ปรัชญาของบาร์ซ่า ผิดนะครับ โลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว แต่หากพวกเขาพยายามเพิ่มอะไรที่มากกว่านี้ลงไป ผลลัพธ์ในบางเกมก็อาจจะไม่เป็นเช่นกัน
..เหลียวมามองดูทีมของ โซลชา กันบ้าง ในยุคแรกๆ หลายครั้งหลายหนเลยทีเดียวที่ทีมมีปัญหากับการที่เจอทีมที่มาตั้งรับต่ำ เราถึงได้เห็นผลเสมอทีมเล็กๆ อยู่บ่อยครั้งเนื่องจากเจาะไม่เข้า
..ทว่าด้วยการมี "ตัวเลือก" ที่มากขึ้นอย่างเช่นในเกมนี้ วิธีการเล่นมันก็จะหลากหลายขึ้นด้วยกันเช่นกัน
..ตลอด 45 นาทีแรก เกมเป็นแบบข้างเดียวคือ ปีศาจแดง วันเวย์เดินหน้าเข้าใส่ ครองบอลมากกว่า แต่แทบหาโอกาสจังๆ ยิงใส่ เฟร็ดดี้ วู๊ดแมน นายทวารทีมเยือนไม่ได้เลย
..จากที่ผมไปย้อนดูเกมแบบ Full Match มาหลายรอบ เวลาเซ็ตเกมรุกของปีศาจแดง พวกเขาจะใช้วิธีที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยจากก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกลางสนาม กับ เกมริมเส้น
..เกมริมเส้นนับตั้งแต่ที่ได้ตัว เจดอน ซานโช่ มาวิธีเล่นที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยคือจากเดิมจะมีแค่ เมสัน กรีนวู๊ด ที่มักหุบเข้ามาตัวในอยู่บ่อยๆ ฝั่งเดียว กลายเป็นหุบเข้ามาทั้งสองฝั่ง
..หมายความง่ายๆ ก็คือ หากคุณไปหยุดภาพดูการยืนในเกมรุกของ ยูไนเต็ด เวลาขึงเกมอยู่หน้าเขตโทษ สิ่งที่คุณพบเจอคือ ริมเส้น ไม่ว่า ปีก หรือ แบ็ก ตัวหนึ่งจะหลบเข้าในตลอด ส่วนอีกคนจะยืนชิดเส้นไว้
..ยกตัวอย่างก็คือ หาก เจดอน ซานโช่ ซึ่งวันนี้ยืนด้านว้ายตัดเข้าในแล้วดึง วิงแบ็กขวาหุบเข้ามาพร้อมมีเซนเตอร์ฯ ฝั่งขวาของ นิวคาสเซิ่ล สอดซ้อน ลุค ชอว์ จะยืนชิดเส้นแบบสุดๆ เพื่อหาโอกาสเล่นจากจังหวะนั้น
..แต่หากหน้าขวา หรือ หน้าซ้าย พาไปริมเส้น คุณลองสังเกตดูว่า แบ็กของเราจะไม่ตามไป จะไม่โอเวอร์แล็ปขึ้นไป แต่จะยืนประคองอยู่ข้างหลังแทน ซึ่งผมมองว่านั่นคือ "คำสั่ง" จาก โซลชา
..เช่นเดียวกับกลางสนาม ที่หากคุณลองดูดีๆ ปอล ป๊อกบา เล่นได้ "ง่ายกว่า" เกมกับ วูล์ฟส์ แบบชัดเจน เนื่องจากอย่างที่บอกไปว่า กลาง นิวคาสเซิ่ล ไม่ได้เพรสซิ่งเข้าใส่
..สิ่งที่เกิดขึ้น แนวรับนิวคาสเซิ่ล มึงยืนหลัง 5 ใช่มั๊ย ? โรนัลโด้ โดนล้อมท่ามกลาง 3 เซนเตอร์ฯ ใช่มั้ย ? ไม่เป็นไร ก็เอาตัวริมเส้นหุบเข้าไปช่วย แถมยังปล่อยให้ บรูโน่ มีอิสระในการวิ่งขึ้นไปในระนาบเดียวกับ โรนัลโด้ อีกด้วย
..พอทำแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ "ข้างใน" มีตัวเลือกมากถึง 3-4 ตัวในแต่ละเพลย์ นั่นก็คือ โรนัลโด้-บรูโน่ และอีกตัวก็คือ ซานโช่ หรือ กรีนวู๊ด ขึ้นอยู่กับบอลขึ้นมาฝั่งไหน อีกฟากนึงจะหุบเข้ามาเป็นตัวรุกตัวที่ 3 ทันที
..หากคุณไม่ทำเช่นนี้ก็จะเหมือนกับเวลาที่ คาวานี่ หรือ มาร์กซียาล โดดเดี่ยวนั่นแหล่ะครับ ท่ามกลางเซนเตอร์ฯ สามคน เพราะลำพัง 1-2 ตัวยังเหนื่อยนับประสาอะไรกับสามตัว
..สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อ บรูโน่ เดินเข้าไปวนเวียนอยู่ในวงล้อมแถวๆ เส้นเขตโทษแล้ว มิดฟิลด์ตัวกลางอีกหนึ่งคนของ นิวคาสเซิ่ล ก็จะเดินตามไปด้วยเพราะต้องพะวง กลายเป็น ป๊อกบา งานง่ายขึ้นอีก
..สิ่งที่คุณต้องพะวงอย่างเดียวก็คือ 2 สปีดเร็วกว่านรกของ นิวคาสเซิ่ล นั่นแหล่ะครับ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ แม็กซิแม็ง ได้บอลแล้วล่ะก็ความสามารถเฉพาะตัวของเขาบวกความแข็งแกร่ง มันก็น้องๆ ตราโอเร่ นี่แหล่ะ
..อย่าลืมว่า มาติช ที่ได้ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับในเกมนี้ร่างกายโรยราลงไปแล้ว เป็นไม่ได้สปีดจัดจ้าน เช่นเดียวกับคู่ขาของเขาอย่าง ป๊อกบา รวมถึงคู่เซนเตอร์ฯ อย่าง แม็คไกวร์ กับ วาราน ก็ไม่ได้เร็วจี๋อีกด้วย
..นั่นคือ สิ่งที่ โซลชา ต้องแลกมากับการพยายามเดินหน้าเซ็ตเกมรุกแบบนี้
..หากถามว่าจริงๆ แล้ว 45 นาทีแรก เด็กๆ ของ โซลชา เล่นดีหรือไม่ คำตอบของผมตอบทันทีว่า ไม่ได้ดีอะไรมากมายเลยนะครับ แต่ในเมื่อ นิวคาสเซิ่ล "เลือก" เล่นแบบนี้ มันก็คือ "โจทย์" ที่ บรูซ ให้ โอเล่ แก้แล้ว
..จังหวะการจ่ายบอลง่ายๆ ยังคงมีความผิดพลาดจาก วาน บิสซาก้า รวมถึง มาติช เป็นระยะๆ แล้วยังไม่นับว่า เมื่อคุณเจอเกมรับต่ำขนาดนี้ หากเล่นด้วยสปีดบอลช้าหรือภาษาโค้ชเรียกว่า "ตีบอลช้า" คุณจะยิ่งลำบาก
..ทีมนึงที่ผมยกว่า "ตีบอลได้เร็ว" เวลาเจาะเกมรับคู่แข่ง คือ อริของเราอย่าง ลิเวอร์พูล นี่ล่ะครับ จะสังเกตว่า แนวรับของพวกเขา กับ มิดฟิลด์จะไม่เก็บบอลไว้กับตัวนานแล้วจะเล่นด้วยจังหวะที่เร็วกว่า ยูไนเต็ด นิดหน่อย
..อีกเรื่องนึงที่ต้องยกให้เลย คือ จังหวะการสวิตช์บอลจากตัวทีเด็ด เพราะเราต้องยอมรับกันว่า เทรนท์ กับ โรเบิร์ตสัน ฟูลแบ็กขวาซ้าย มีวิธีการวางบอลยาวทแยงมุมมาช่วยเสริมให้น่ากลัวยิ่งขึ้น
..นึกภาพไปถึงปีที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีก สิ่งที่คุณจะเห็นเมื่อพวกเขาต้องการกระจายเกมรับคู่ต่อสู้ หาก เทรนท์ ได้บอลในเกมรับจะวางยาวเร็วข้ามไปทางซ้ายให้ โรเบิร์ตสัน ทันที
..และในทางกลับกันเมื่อ โรเบิร์ตสัน ได้บอลก็จะวางยาวทแยงให้ เทรนท์ สปีดไปเอาบอลทันที ซึ่งเมื่อพวกเขาเปลี่ยนเกม สวิตช์บอลได้เร็ว เกมรับของคู่แข่งก็ต้อง "โล้ตาม" ให้เร็วเช่นกัน
..นั่นล่ะครับฟุตบอล...
..ลุค ชอว์ เนี่ยเราไม่มีเครื่องหมายคำถามอยู่แล้ว เขาเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ จากปีก่อน ไป ยูโร กลับมาก็ยังเล่นดีไม่มีตกเรียกความมั่นใจกลับมา แต่ อารอน วาน บิสซาก้า คือ แบ็กที่เล่นเป็นแต่เกมรับเท่านั้น จ่ายบอล 5-10 หลายังต้องลุ้น
..มีอยู่ช็อตนึงในช่วงครึ่งหลัง ผมโคตรช็อก เป็นจังหวะง่ายๆ ที่ AWB พยายามจะเปลี่ยนบอลมาให้ ชอว์ ทางกราบซ้ายในแดนตัวเอง ปรากฏว่าโยนโรยๆ จน แม็กซิแม็ง มาเอาไปได้ แล้วก็ได้เสียวเลย
..นี่คือ จังหวะเปลี่ยนบอลง่ายๆ เลยนะครับ นักเตะมีคลาส นี่สะบัดปลายเท้านิดเดียวเองระยะ 15-20 หลา
..ใช่ครับ ! เราอาจจะบอกว่า วาน บิสซาก้า คือ ความเหลือเชื่อในการเสียบสกัด หรือ ขายาวๆ เก้งก้างๆ ที่ช่วยเราไว้ได้หลายครั้ง แต่ผมแค่ถามว่า หากต่อไปเราเจอกับทีมที่เล่นเกมรับเป็นหลัก (ซึ่งเจอแน่ๆ) หาก AWB เล่นเกมรุกได้มากกว่านี้ เราจะได้มีอาวุธที่ "หลากหลาย" เพิ่มขึ้นมั้ย ?
..ถึงตอนนี้ผมคิดว่า ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า ทำไม อารอน วาน บิสซาก้า ไม่เคยเข้าไปนั่งอยู่ในใจ แกเร็ธ เซาธ์เกต เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เหมือน วอล์คเกอร์ ทริปเปียร์ เจมส์ หรือ เทรนท์
..นั่นก็เพราะ อังกฤษ ของ เซาธ์เกต เล่นเกมเหนียวแน่นเป็นทุนเดิม แถมมีมิดฟิลด์ตัวรับ 2 คนคือ เดแคลน ไรซ์ กับ คาลวิน ฟิลลิปส์ ประจำการอยู่แล้ว หากแบ็กขวา ยังเล่นเกมรุกไม่เป็นอีก คงได้พึ่งแค่ 3-4 ตัวบนแน่ๆ
..กลับมาว่าถึงเรื่องรูปเกมของเรากันต่อว่า 4 ประตูที่เกิดขึ้นในเกมนี้สำหรับเรา มันเกิดขึ้นจากอะไรกันบ้าง การเซ็ตเกม ลูกฉาบฉวย หรือว่าอะไรบ้าง และน่าสนใจหรือไม่
🆔Line : (มี@)👇
🥇ฝากไม่มีขั้นต่ำ ถอนไม่จำกัดครั้ง 24ชม.
💯โอนเร็ว จ่ายตรง มั่นคง ปลอดภัย100%
..ประตูแรกจาก โรนัลโด้ Ok ! เป็นลูกชาร์จจ่อๆ จากจังหวะที่ วู๊ดแมน กระฉอกออกมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าต่างหาก คือ สิ่งที่เราควรมาโฟกัสกัน ซึ่งนั่นมาจากการ "ตีบอล" ไปมาซ้ายขวา
..นิวคาสเซิ่ล รับลึกอยู่หน้าเขตโทษอยู่แล้ว นักเตะปีศาจแดง พยายามตีบอลออกซ้ายขวาเพื่อถ่างเกมรับ สุดท้ายมาถึง กรีนวู๊ด ทางด้านขวา ซึ่งเรื่องปกติที่เราเห็นก็คือ เขาจะลากตัดเข้าในแล้วมี 2 ช้อยส์
1. คือโยน 2. คือ ยิง
..จากภาพเมื่อ กรีนวู๊ด สัมผัสบอลแรก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AWB โอเวอร์แล๊ปออกทางขวาเพื่อเบนความสนใจของตัวประกบ ส่วน "ข้างใน" อย่างที่บอกไปพารากราฟข้างบน
..โรนัลโด้ อ่ะอยู่แน่ๆ ในฐานะกองหน้าตัวเป้า ส่วนอีก 2 เดินเข้ามาประจำการเพื่อเป็นตัวเลือกที่มากขึ้นแล้ว ทั้ง บรูโน่ และเจดอน ซานโช่ กลายเป็น "ข้างใน" เกิดสถานการณ์ 3 ต่อ 4
..เห็นมั้ยครับ ? พอมองอย่างนี้แล้วไม่เสียเปรียบมาก ไม่เหมือน 1 ต่อ 3
..ต้องชมความจมูกไวของ โรนัลโด้ และต้องชมเซนส์บอลของเขาในการโฉบเข้าหาตั้งแต่บอลแรกออกจากเท้าของ กรีนวู๊ด เพราะเขาต้องมองบอล พร้อมๆ กับที่เลี้ยงไลน์ไปด้วย
..ถือว่าเป็นการคัมแบ็กที่สวยสดงดงามเลยนะครับสำหรับเจ้าของหมายเลข 7 คนใหม่แต่หน้าเดิม เพราะการเข้ามาของเขา นอกจากจะการันตี 15-20 ประตูต่อฤดูกาลแล้ว ยังช่วยเพิ่มคุณภาพในเกมรุกอย่างแท้จริง
..เชื่อว่าหลายคนตำหนิจังหวะการเสียประตูตีเสมอ 1-1 เพราะมองว่า "ง่ายเกินไป" ผมบอกเลยครับว่า "ไม่ง่ายเลย" และคุณต้องชม นักเตะนิวคาสเซิ่ล ด้วยซ้ำในการเล่นเพลย์โต้กลับนี้
..เพราะมันเป็นจังหวะที่นักเตะยูไนเต็ด เติมขึ้นไปเล่นเกมรุกแดนบนกันหมด มาติช ก็ขึ้นสูง และชอว์ เองก็บีบมาช่วยแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มิเกล อัลมิร่อน มีบอลแรกที่เนียนตามากในจังหวะที่หลบ ชอว์
..แฮร์รี่ แม็คไกวร์ รู้เรื่องนี้ดี และหากคุณลองสังเกต นับตั้งแต่ที่ ราฟาแอล วาราน เข้ามายืนคู่กับเขา กัปตัน กลายเป็นตัวเข้าบอลแรกไปแล้ว โดยมีกองหลังเฟร้นช์แมน เป็นตัวรอง
..หลังพลิกหลบ ชอว์ กับ มาติช มาได้ สิ่งที่ง่ายที่สุด ผมยกตัวอย่างผมก็ได้ครับ เวลาผมเป็นโค้ช ผมตะโกนทันทีที่ข้างสนามว่า "เตะให้ล้ม"
..ใช่ครับ ! คุณต้องดีเลย์ให้อยู่แล้ว เพราะหลังบ้านคุณถอยกลับมาไม่ทัน
..แฮร์รี่ แม็คไกวร์ รู้ถึงข้อนี้ดี เขาพุ่งใส่ทั้งตัวเลยนะครับ ถ้าใครดูภาพช้า คือ ต้องมีคว่ำแน่นอน ทว่า อัลมิร่อน เร็วเหลือเกิน แตะได้ พร้อมทั้งสปีดต่อไปโดยไม่เสียการทรงตัว
..ที่เหลือคือ รอปาฏิหาริย์แล้วครับ เพราะว่า ชอว์ เสียตำแหน่งหุบไปช่วยกลางสนาม ข้างหน้าเท่ากับว่า แม็กซิแม็ง เหลือตัวต่อตัวกับ วาราน ที่สำคัญคือ ฆาเบียร์ มานกีโญ่ วิงแบ็กขวาทีมเยือนทางสะดวกแล้ว
..ผมขอพูดอะไรอีกอย่างถึงเพลย์นี้นะครับ หลังจากผมได้ยินเสียงแซวเล็กๆ จากเซเล็บท่านหนึ่งถึง ราฟาแอล วาราน ว่าจังหวะนี้โดนจ่ายตัดหลังแบบง่ายๆ
..สถานการณ์ที่ อัลเมร่อน กระชากไปก่อนจ่ายมาได้ถึง แม็กซิแม็ง กลายเป็น สถานการณ์ 1 ต่อ 2 สำหรับ วาราน แล้วเนื่องจาก มานกีโญ่ ก็ตามหนุนมาถึงหน้าบ้านแล้ว
..ข้อ 1 เขาไม่ได้โดน "จ่ายตัดหลัง" ครับ ถ้าเรียกแบบนั้นคือ คุณดูบอลไม่เป็น และ 2. สถานการณ์แบบนี้ เขายืน "กั๊ก" ได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่เขาจะทำได้ครับ ต่อให้เป็น รามอส โบนุชชี่ มัลดินี่ หรือ แม้กระทั่ง ฟาน ไดค์ เจอแบบนี้ก็ยากอยู่ดี
..ผมเรียกว่าการโต้กลับที่ "สมบูรณ์แบบ" ของ นิวคาสเซิ่ล โดยที่ครึ่งหนึ่งมาจากฝีเท้า กับ ความสามารถเฉพาะตัวของ อัลมิร่อน
..ที่ผมชอบมากที่สุดในเกมนี้คือหลังจากสกอร์ 1-1 เนี่ยแหล่ะครับ เพราะ ยูไนเต็ด ใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้นในการดีดตัวเรียกโมเมนตัมกลับมา และกลับมาคราวนี้ก็รักษามันไว้ได้จนจบ
..เป็นอีกครั้งที่เกิดการ "ทรานซิชั่น" ของนักเตะปีศาจแดง จากจังหวะบอลของ นิวคาสเซิ่ล เล่นเกมรุกขึ้นมา วาราน ดักได้ก่อนโยนจากหลังมากลางสนามให้ บรูโน่ ที่ลงมาเชื่อม
..ตรงนี้นี่แหล่ะครับที่ ยูไนเต็ด เปลี่ยนเกมได้ไวมากๆ เพราะนับจาก บรูโน่ วิ่งเข้าแปะบอลจาก วาราน ต่อให้ มาติช เบิ้ลต่อให้ ป๊อกบา เปลี่ยนออกซ้ายมาถึง ชอว์ พวกเขาใช้ "บอลจังหวะเดียว" ทั้งหมด
..พอบอลมาถึง ชอว์ ที่หันหน้า นั่นแปลว่าเป็นหน้าที่ของนักเตะ นิวคาสเซิ่ล แล้วที่ต้องวิ่งหน้าตั้งกลับมาเล่นเกมรับให้เร็วที่สุด โดยที่ต้อง "ไม่เสียขบวนในการจัดการเกมรับ"
..แต่เมื่อ ชอว์ ใช้สปีดพาบอลขึ้นมาถึงวงกลมกลางสนาม สถานการณ์ตอนนี้กลายเป็น 5 ต่อ 6 แล้ว ไม่ได้เสียเปรียบมากมาย เพราะนักเตะ นิวคาสเซิ่ล ดันขึ้นสูงไปในจังหวะนี้ 3 คน
..สิ่งที่ผมเห็นคือ ชอว์ กับ ซานโช่ สลับตำแหน่งกันสถานการณ์ เพราะ ชอว์ พาบอลทะลุมาตรงกลางสนาม เดิมที โรนัลโด้ วิ่งดึงอยู่ในช่องระหว่างวิงแบ็กขวา กับ เซนเตอร์ฯ ฝั่งขวา
..แต่ ซานโช่ ที่อยู่ตรงนั้นก็เข้าใจสถานการณ์เช่นกัน จึงวิ่งฉีกออกซ้ายสุด โรนัลโด้ เห็นดังนั้นจึงไม่ไปในพื้นที่ว่าง แต่เลือกวิ่ง "เลี้ยงไลน์" ตรงช่องเดิมระหว่างเซนเตอร์ฯ กับแบ็ก
..จังหวะที่ ชอว์ แหวกมาระยะ 35 หลาก่อนจ่าย ผมเห็น มานกีโญ่ ลังเลว่าเขาจะตามใคร จะตาม ซานโช่ ออกไปด้านข้าง หรือหุบมาช่วยจัดการ โรนัลโด้ แต่ไม่ทันการณ์แล้ว
..น้ำหนักของ ชอว์ ชั่งมาเมื่อเช้า โรนัลโด้ บอลแรกเยี่ยม ก่อนสปีดหนึ่งทีแตะไปข้างหน้าแล้วซัดด้วยซ้ายไม่เหลือ
..จากที่บอลที่ วาราน ดักได้ก่อนโยนมาให้ บรูโน่ เพลย์นี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 12 วินาที ก็ส่งบอลเข้าไปสู่ก้นตาข่าย !!!
..สำคัญเหนืออื่นใด ประตูที่นี้นอกจากเรียกความมั่นใจให้ทั้ง โรนัลโด้ แล้ว มันยังเรียกความมั่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีมทั้งหมดว่า จริงๆ แล้วพวกกูจะยิงเมื่อไหร่ก็ได้ ขอแค่จังหวะมันเป๊ะเท่านั้น
..นอกจากนั้นมันยังกระทืบความมั่นใจของ นิวคาสเซิ่ล ไปเลยในเกมนี้ เพราะนับจากนาทีนั้น เด็กๆ ของ สตีฟ บรูซ ก็เล่นได้ "ไม่ละเอียด" เหมือนเดิมอีกต่อไป
..ประตูที่ 3-4 ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่า นิวคาสเซิ่ล ไม่ละเอียดเหมือนเก่าแล้ว และผมย้ำเสมอว่า การปล่อยให้นักเตะที่วางเท้าดีๆ มีเวลาสักเพียง 3 วินาทีหน้าเขตโทษ มันนานยาวนานราวกับราตรีที่พ้นผ่านเลยก็ว่าได้
..ที่เหลือก็คือ "มันตีน" สไตล์บรูโน่
..เช่นกันกับประตูที่สี่ ซึ่งมาจากการเข้าทำในลักษณะที่เรียกว่า "Combination Play" หรือการเล่นร่วมกันระหว่างนักเตะเป็นกลุ่มๆ ซึ่งของพวกนี้มาจากการซักซ้อมเท่านั้น
..หลังได้ประตูที่สองขึ้นนำ โซลชา เลือกเปลี่ยนตัวแรกส่ง ลินการ์ด ลงมาเล่นแทน ซานโช่ ทางด้านซ้าย ถึงตรงนี้มี "บางส่วน" บ่นว่า 3-4 นัดแล้ว ซานโช่ ยังร่ายมนต์ไม่ได้เลย
..ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ !
..นัดนี้เป็นนัดที่ ซานโช่ เริ่มเล่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ กล้าเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่เทียบเท่าที่เคยทำได้กับ ดอร์ทมุนด์ แต่เราเริ่มเห็นอะไรดีๆ จากเขามากขึ้น
..สปีดความเร็ว การเลี้ยงผ่าน การเอาชนะ เทคนิค หรือแม้กระทั่งค่อยๆ จูนกับ ลุค ชอว์ ทางด้านกราบซ้าย อย่าลืมนะครับ เขาพึ่งมาเพียงแค่เดือนเดียว แล้วมาจากต่างลีกอีกต่างหาก
..คุณเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ซาอูล ญิเกซ มั้ยครับ ? นี่คือ มิดฟิลด์ระดับแพลตทินั่มเลยนะครับ แต่มาถึงไม่กี่วัน ซ้อมไม่กี่มื้อ โธมัส ทูเคิ่ล อยากพัก จอร์จินโญ่ กับ ก็องเต้ เลยให้เขาจับคู่กับ โควาซิช
..ผลปรากฏว่าเป็น 45 นาทีที่เละเทะมากๆ สำหรับ ซาอูล เพราะเขาเงอะๆ งะๆ เสียบอลระยะอันตราย เลี้ยงไม่พ้น พลิกบอลไม่ทัน โดนรุม แรงปะทะ กับ สปีดบอลไม่ได้เลย
..พักครึ่ง จอร์จินโญ่ ลงมาคุมจังหวะแทนทันทีครับก่อนที่จะยำ วิลล่า 3-0 แบบสบายๆ ซึ่ง ทูเคิ่ล ก็ออกมายอมรับผิดหลังเกมเองเลยว่า เขาผิดเองที่ส่งนักเตะลงไปตาย เพราะคิดว่า "ปรับตัวได้แล้ว"
..ผมย้ำเสมอครับ นักเตะมาจากต่างลีก แถมมาจากลีกที่อ่อนกว่าด้วย ต้องให้เขาปรับตัว ยิ่งเป็นนักเตะอายุน้อยๆ ยิ่งต้องให้กำลังใจมากๆ เพราะความทนทานต่อแรงกดดันยังไม่เท่าผู้ใหญ่
..ที่สำคัญก็คือ พี่ๆ ต้องช่วยเขามากกว่านี้ เพราะจากที่ผมเห็นแล้ว เวลา ซานโช่ ได้บอลเต็มที่จะมีแค่ ชอว์ ที่ประคองให้เท่านั้น หรือบางจังหวะก็เป็น บรูโน่ หรือ ป๊อกบา แวะเวียนไป
..อย่าเทียบกับ กรีลิช เด็ดขาดครับ ! รายนั้นเล่นพรีเมียร์ลีก มาตั้งแต่เด็กๆ สปีดบอล ความแข็งแกร่ง ทุกอย่างคุ้นเคยดี แถมวิธีการเล่นของ ซิตี้ ก็คือ ครองบอลไปเป็นกลุ่มๆ ดังนั้นเพื่อนวิ่งเข้าไปเล่นกับ กรีลิช ตลอด
..นัดที่แล้วผมพูดไปว่า สิ่งที่ผมชอบที่สุดก็คือ ในฤดูกาลนี้เมื่อเกมของปีศาจแดง เกิดตันๆ สิ่งที่ โซลชา จะเห็นข้างสนามไม่ใช่ มาต้า หรือ เจมส์ อีกต่อไปแล้ว
..แต่เขาจะเห็นนักเตะอย่าง กัปตันทีมชาติสวีเดน ที่เป็นสำรอง เห็น คาวานี่ เห็น แรชฟอร์ด เห็น ซานโช่ เห็น ฟาน เดอ เบค หรือแม้กระทั่งเห็น ลินการ์ด และมาร์กซียาล ดังนั้น นี่คือ ทีมที่มี "คุณภาพมากขึ้น" ชัดเจน
..ยิ่งกับการเข้ามาของ โรนัลโด้ ผมย้ำเลยว่า โรนัลโด้ กับ เมสซี่ คือ "ตัวพิเศษ" แม้วัยจะล่วงเลยมาแล้วก็ตาม นี่คือ นักเตะสเปเชี่ยล ที่ทำประตูได้ในทุกวินาที และการมีอยู่ของ โรนัลโด้ ยิ่งทำให้เพื่อนฮึกเหิมว่า กูยิงตอนไหนก็ได้
..อาจจะไม่ถึงกับเลิศเลอในแง่ของฟอร์มตลอด 3-4 นัด แต่ 10 คะแนนที่ได้มาก็ถือว่าไม่ธรรมดา วาราน ประจำการเกมรับแล้ว บรูโน่ ยิงกับแอสซิสต์ได้เรื่อยๆ ป๊อกบา ทำลายสถิติแอสซิสต์ 4 เกมแรก
..ซานโช่ ค่อยๆ ปรับตัว โรนัลโด้ มาถึงจูนติดสตาร์ตได้เลย ยังไม่รวมว่ายังใช้ คาวานี่ หรือ แรชฟอร์ด ไม่ได้ด้วยเลยนะ คุณจะขออะไรมากไปกว่านี้อีกกับสถานการณ์ในตอนนี้
..ผมขอพูดภาษาบ้านๆ แบบเพื่อนๆ อย่าโกรธกันนะครับ ไม่ได้โปรโมตอะไรทั้งสิ้น...
..กี่ปีแล้วที่คุณไม่ได้เห็นทีมที่เล่นกับปีศาจแดง แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกมรับตลอดเวลา หรือในวงการเปิดมาให้ทีมเราต้องบังคับยิง 2 ลูกเพื่อให้ได้เงิน นั่นก็เพราะที่ผ่านๆ มาไม่มีใครกลัวเราไงครับ เลยถูกไม่ให้เครดิต
..บรรยากาศดีๆ กำลังเริ่มกลับมา และมันเป็นตลาดที่ดีมากๆ ของบอร์ดบริหารปีศาจแดง โดยเฉพาะการลักพาตัว โรนัลโด้ กลับบ้านชนิดที่ป๋าพูดเองว่า "ผมนึกเขาใส่เสื้อ แมนฯ ซิตี้ ไม่ออกเลย"
..ย้ำคำเดิมครับ ทีมนี้ "ยังไม่สมบูรณ์แบบ" แต่ถือเป็นทีมที่ "แข็งแกร่งพอจะลุ้นความสำเร็จ" อยู่ที่ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กับเด็กๆ ในทีมจะสานต่อมันให้สม่ำเสมอได้มากน้อยแค่ไหน
..การกลับมาของ โรนัลโด้ กับบ่ายอันงดงามยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงทีมอื่นในลีกว่า ต่อจากนี้การเจอกับ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องที่่คุณจะมาไม่กลัวเหมือนสมัย 5-6 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว
..เพราะหากคุณไม่เหนียวแน่นพอ หรือ ขาดสมาธิ ทีมๆ นี้พร้อมกะซวกไส้คุณตลอดเวลา ไม่ว่าจะเล่นดี หรือ เล่นไม่ดีก็ตาม จากอาวุธที่มีอยู่ !!!
ป.ล.1 ฝากกด Like กด Share หรือคอมเมนต์หากคุณชอบ ตอนนี้เพจผมแดงมาก บางทีคุณกด See First ก็อาจไม่เด้งคนแจ้งเข้ามาเยอะ ต้องหมั่นเข้ามาดูครับ 🙏🙏🙏
ป.ล.2 พักนี้เพจผมเริ่มมี "เกรียนโซเชี่ยล" หลุดเข้ามาคอมเมนต์ประหลาดๆ เรื่อยๆ นะครับ ถ้าไม่ให้เกียรติกัน หรือ "อ่านไม่แตก" แล้วคอมเมนต์ด่า หรือ กระแนะกระแหน ผมด่ากลับนะครับ... #ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแค่อ่านให้เข้าใจ
ป.ล.3 เห็นต่างคอมเมนต์ได้หมด แรงไปบ้างคือ "ตัวตนสไตล์การเขียน"...ยิ่งมีคนเห็นต่าง ผมยิ่งมีไอเดียทำงาน ขอบคุณจากใจจริงๆ กราบบบบ
ป.ล.4 อย่าพึ่งประกาศล่าแชมป์นะครับ ใจเย็นๆ 555555
ป.ล.5 เป็น เดอะ คอลัมน์ ที่ผมเสียน้ำตาอีกแล้ว...ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เขียนไปครึ่งเรื่องแล้วไม่ได้เซฟ เป็นคนที่ใช้สมาธิในการเขียนมากๆ ต้องมานั่งเขียนใหม่ตั้งแต่เริ่มซึ่งมันไม่ได้อารมณ์ เสียใจสุดๆ...สำหรับผมเรื่องนี้คือ "เรื่องใหญ่" มากๆ เวลาเขียนงานแล้วมีใครมาขัดจังหวะ